วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีการให้การปรึกษาเชิงบำบัดแนวเกสตัลท์ ( Gestalt Therapy )

ทฤษฎีการให้การปรึกษาเชิงบำบัดแนวเกสตัลท์ ( Gestalt Therapy )


เป็นการบำบัดทางประสบการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นที่การมีสติหรือการตระหนักรู้ ถึงความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และการทำงานของกายกับใจที่ควบคู่กันไป กล่าวคือเป็นการทำงานของความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ ที่รวมกันเป็นกระแสธาร ลักษณะของจิตบำบัดแนวเกสตัลท์จึงเป็นแบบ Holistic Approach ซึ่ง Perls เชื่อว่าจะทำให้เกิดบูรณาการได้มากกว่าที่จะแยกออกมาวิเคราะห์เป็นบางส่วน ความเชื่อของการบำบัดแนวเกสตัลท์ พอสรุปได้ดังนี้

1. มนุษย์มีลักษณะเป็นหน่วยที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตนเอง ร่างกาย อารมณ์ ความคิด ประสาทสัมผัสและการรับรู้ มีการทำงานที่สัมพันธ์กัน มนุษย์จึงมีลักษณะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การเข้าใจมนุษย์นั้นจะเข้าใจเฉพาะในแต่ละส่วนไม่ได้ จำเป็นต้องเข้าใจลักษณะของหน่วยเต็มทั้งหน่วย คือบุคคล

2. มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม การที่จะเข้าใจมนุษย์ให้ลึกซึ้งจำเป็นต้องเข้าใจทั้งบุคคล และสภาพแวดล้อมของเขา

3. มนุษย์เป็นผู้เลือกที่จะแสดงพฤติกรรมของตนเองในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก และภายใน

4. มนุษย์มีความสามารถที่จะรับรู้หรือสัมผัสถึงความคิด อารมณ์ และการรับรู้ของตนเอง

5. มนุษย์มีประสิทธิภาพในการรับรู้ถึงตนเอง มีสติ (Self Awareness) จึงทำให้มนุษย์มีความสามารถในการตัดสินใจเลือก พร้อมทั้งมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของเขา

6. มนุษย์มี่ความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

7. มนุษย์ไม่สามารถนำตนเองไปเผชิญกับอดีตหรืออนาคตได้ เขาสามารถเผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเองได้กับปัจจุบันเท่านั้น นั้นคือ คนเราสามารถรับรู้ถึงประสบการณ์ส่วนตนจากปัจจุบันเท่านั้น อดีตหรืออนาคตสามารถรับรู้ได้จากปัจจุบัน โดยการจำหรือการคิดคาดหวัง

8. โดยพื้นฐานของธรรมชาติแล้ว มนุษย์เราไม่ดีหรือไม่เลวโดยกำเนิด

แนวคิดกับสภาวะปัจจุบัน (The Now)

สำหรับ Perls แล้ว การมีชีวิตอยู่ก็คือ “ปัจจุบัน” อดีตนั้นเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตก็ยังเป็นเรื่องที่มาไม่ถึง มีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่มีความหมายสำคัญ สิ่งที่ Perls เน้นมากที่สุดก็คือ ที่นี่และและเดี๋ยวนี้ (Here and Now) Perls เชื่อว่าพลังของคนเรามีอยู่กับปัจจุบัน การจะดำรงชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ก็จะต้องอยู่อย่างมีคุณภาพ และตรงตามสภาพความเป็นจริงของชีวิต บุคคลที่ไม่สามารถรับรู้ถึงสภาวะปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เนื่องจากการสูญเสียพลังงานที่ใช้ไปกับการครุ่นคิดคำนึงถึงสิ่งที่ผ่านมาในอดีต และมุ่งมั่นจะวางแผนในอนาคตอย่างไม่รู้จบ บุคคลนั้นก็จะเกิดความวิตกกังวลขึ้นมา

สำหรับสภาพของผู้มีทุกข์ Perls เชื่อว่ามักจะเป็นบุคคลที่ขาดการตระหนักรู้ กล่าวคือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถดำรงชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพกล่าวคือมีชีวิตอยู่เพียงแค่ให้หมดสิ้นไปวันหนึ่งเท่านั้น รู้สึกช่วยเหลือตนเองไม่ได้ สิ้นหวังในชีวิต ไม่รู้จะจัดการกับตนเองอย่างไร ขาดความรับผิดชอบต่อตนเอง เป็นบุคคลที่มีธุรกิจคั่งค้างอยู่ในตัวอย่างมาก และหาทางออกโดยการหนีจากสภาวะปัจจุบันไปอยู่กับอดีตและอนาคต

จุดมุ่งหมายของการให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์

1. ให้ผู้รับการปรึกษาเปลี่ยนพฤติกรรมจากการพึ่งพาผู้อื่น มาสู่การพึ่งพาตนเอง รับผิดชอบต่อตนเองพัฒนาไปสู่การมีวุฒิภาวะ

2. ให้ผู้รับการปรึกษามีประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง สามารถใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

3. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้ใช้พลังงานของชีวิตอยู่กับปัจจุบัน รู้จักปล่อยวางอดีต โดยการทำความรู้สึกที่คั่งค้างให้สมบูรณ์ และไม่วิตกเกี่ยวกับอนาคต

4. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษากล้าเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างไปจากบุคคลอื่น เข้าใจในค่านิยมและกฏเกณฑ์ของสังคม

เทคนิคและวิธีการที่ให้การปรึกษา

การให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์มีเทคนิค และวิธีการมากมายที่จะช่วยผู้รับการปรึกษาเกิดการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง พึ่งพาตนเอง รับผิดชอบต่อการกระทำและความรู้สึกของตนเอง โดยผู้ให้การปรึกษาเลือกใช้เทคนิคต่างๆ ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ อย่างไรก็ตามผู้ให้การปรึกษาต้องตระหนักว่าเทคนิคต่างๆจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายของการให้การปรึกษาได้นั้น จะต้องอิงอยู่กับสัมพันธภาพที่ดีของการให้การปรึกษา เทคนิคที่สำคัญได้แก่

1. การฝึกใช้ภาษา เพื่อช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับความรู้สึกและการกระทำของตนเอง โดยผู้ให้การปรึกษาใช้เทคนิคดังนี้

1.1 ให้ผู้รับการปรึกษาใช้สรรพนามแทนตนเองตรงๆ ( Personalizing Pronouns) ช่วยให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ตนเอง คิด พูด และมีความต้องการอย่างไร และรับผิดชอบต่อการพูด ความรู้สึกและการกระทำของตนเอง เพราะบุคคลมักจะปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง จึงมักจะเอ่ยลอยๆ เช่น “ ใครๆก็คงรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหาแบบนี้ “ การที่ไม่รู้สึกอยากต่อสู้ ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย แต่การเอ่ยแบบนี้เป็นการเลี่ยงที่จะรับรู้ว่าตนเองรู้สึกอย่างนั้น

ตัวอย่าง

ผู้รับการปรึกษา : ใครๆก็คงรู้สึกไม่อยากต่อสู้กับปัญหาแบบนี้

ผู้ให้การปรึกษา : ใครๆในที่นี้คุณคงหมายถึงตัวคุณ ให้ลองพูดประโยคนี้ใหม่ว่า “ ฉันรู้สึก ไม่อยากต่อสู้กับปัญหานี้ “

( เมื่อผู้รับการปรึกษาพูดแล้ว ให้สังเกตลักษณะน้ำเสียง ท่าทางที่พูด แล้วถามถึงความรู้สึก ว่ารู้สึกอย่างไร )


1.2 เปลี่ยนคำถามให้เป็นประโยค (Changing question to statement) ผู้ให้การปรึกษาแบบเกสตัลท์จะไม่พยายามตอบคำถามที่ผู้รับการปรึกษาถาม เพื่อเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง แต่จะกระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ถึงความรู้สึกนั้น และให้พูดออกมาในลักษณะของประโยคบอกเล่า

ตัวอย่าง

ผู้รับการปรึกษา : ทำไมเราต้องยอมทำตามคนอื่นด้วย

ผู้ให้การปรึกษา : คุณต้องการพูดว่าอะไรกันแน่จากคำถามนั้น

ผู้รับการปรึกษา : ผมอยากบอกว่า ผมอยากทำอะไรตามใจผมบ้าง


1.3 เน้นความรับผิดชอบ (Responsibility) โดยทั่วไปบุคคลมักเลี่ยงความรับผิดชอบ โดยการบอกว่าตนเองทำไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงมักจะ “ ไม่ทำ “ หรือ “ ไม่อยากทำ “

ตัวอย่าง

ผู้รับการปรึกษา : ผมควบคุมอาหารต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ผู้ให้การปรึกษา : คุณควบคุมอาหารไม่ได้หรือคุณไม่อยากควบคุม

ผู้รับการปรึกษา : ผมไม่อยากควบคุม

ผู้ให้การปรึกษา : คุณควบคุมได้ แต่คุณไม่อยากทำ คุณก็พร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการตัด

สินใจของคุณ หากน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น


2. ฝึกผู้รับการปรึกษาให้รับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆที่ตนเองมี ทั้งความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงโดยไม่พยายามปฏิเสธในส่วนที่เป็นตนตามอุดมคติ ที่เรียกร้องให้ทำตามค่านิยมของสังคม มีเทคนิคดังนี้

2.1 การพูดโต้ตอบด้วยตนเอง ( Game of Dialogue) ในขณะที่ผู้ให้การปรึกษาต้องสังเกตภาษาท่าทาง โดยให้ผู้รับการปรึกษาถ่ายทอดความรู้สึกที่ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงไปที่มือข้างขวา แล้วถ่ายทอดความรู้สึกที่แท้จริงไปที่มือข้างซ้าย แล้วพูดโต้ตอบกันถึงความรู้สึก 2 ด้านนี้ เทคนิคนี้ช่วยให้เกิดความกระจ่างถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้ง ความวิตกกังวลก็จะลดลง สามารถเลือกตัดสินใจได้และรับผิดชอบต่อการเลือกของตนเอง โดยไม่รู้สึกว่าถูกบงการจากผู้อื่น

2.2 เทคนิคเก้าอี้ว่างเปล่า ( The empty chair technique) เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้รับการปรึกษารับรู้ถึงความรู้สึกขัดแย้งภายในตัวเองให้กระจ่างขึ้น มีวิธีโดยใช้เก้าอี้สองตัว ตั้งประจันหน้ากันไว้ แล้วให้ผู้รับบริการปรึกษาแสดงบทบาทและคำพูด ในส่วนที่เป็นความต้องการที่แท้จริง เมื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พูดไปกับเก้าอี้ตัวที่ว่างที่เป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติ ที่บอกตนเองว่าควรทำอะไร แล้วย้ายไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามที่ว่าง แล้วแสดงบทบาทเป็นส่วนของความรู้สึกตามอุดมคติที่ขัดแย้งอยู่แล้วโต้ตอบกลับไป เทคนิคนี้จะช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเข้าใจความรู้สึกทั้งสองที่ตนมีได้กระจ่างมากขึ้น


3. ฝึกให้ผู้รับการปรึกษาใช้จินตนาการ ( Fantasy game) เป็นการย้ายความรู้สึกและความต้องการของตนเองไปยังสิ่งอื่น แล้วจินตนาการว่าถ้าเป็นตนเองจะมีความรู้สึกและต้องการอย่างไร

1. เกมการซ้อมบท ( Role Playing) เป็นการแสดงบทบาทเมื่อผู้รับการปรึกษาได้เผชิญเหตุการณ์ด้วยตนเอง โดยให้แสดงบทบาทที่ตนคิดเอาไว้ออกมาจริงๆ


4. การแสดงบทบาทที่กล่าวโทษผู้อื่น ( Playing the projection) เป็นการช่วยให้ผู้รับการปรึกษาได้ตระหนักถึงความรู้สึกที่ไม่ดีภายในตนเอง ที่ตนเองไม่กล้ายอมรับ และมักจะคอยจับผิดและกล่าวโทษผู้อื่น ให้เกิดความพยายามปรับปรุงแก้ไขตนเอง โดยไม่กล่าวโทษผู้อื่น

5. ฝึกให้ผู้รับการปรึกษาเพ่งอยู่กับความรู้สึกตนเอง ( Staying with the feeling) เป็นการให้ผู้รับการปรึกษาได้รับรู้ความรู้สึกของตนเองในสภาวะปัจจุบันให้ได้ และให้กล้าเผชิญกับความจริงโดยไม่เลี่ยงความรู้สึกที่ไม่อยากสัมผัส ซึ่งมักจะเป็นความรู้สึกที่คั่งค้างต่อประสบการณ์ต่างๆในอดีต ที่มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกและพฤติกรรมปัจจุบัน


กล่าวโดยสรุปเกสตัลท์จะไม่ใช่การวิเคราะห์ การวินิจฉัย และการทดสอบ ดังนั้นการตั้งคำถามจึงเป็นคำถามประเภท อะไร และ อย่างไร จะไม่ใช้คำถาม ทำไม ส่วนการตีความนั้นถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้รับการปรึกษา

ทฤษฎียึดบุคคลเป็นศูนย์กลางการบำบัดรักษา(กลุ่มที่1)

ทฤษฎียึดบุคคลเป็นศูนย์กลางการบำบัดรักษา
ทฤษฎียึดบุคคลเป็นศูนย์กลางการบำบัดรักษาของคาร์ล อาร์ โรเจอร์
ในระหว่างปี ค.ศ. 1940 –1945 โรเจอร์ส ได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยา และสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio State University)และในระหว่างปี ค.ศ.1945 – 1957 ได้ย้ายไปสอน ณ มหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) และในช่วงเวลาดังกล่าวโรเจอร์ได้ผลิตผลงานต่างๆ อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการให้คำปรึกษาเน้นบุคคลเป็นศูนย์กลาง
แนวคิด
แนวคิดที่สำคัญโรเจอร์สเชื่อว่า มนุษย์มีธรรมชาติที่ดีมีแรงจูงใจในด้านบวก เป็นผู้ที่มีเหตุผล (Rational) เป็นผู้ที่สามารถได้รับการขัดเกลา (Socialized) สามารถตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของตนเองได้ ถ้ามีอิสระเพียงพอ และมีบรรยากาศที่เอื้ออำนวย ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ (Full Potential) และพัฒนาไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมกับ ความสามารถของแต่ละบุคคล อันจะนำไปสู่การตระหนักรู้ในตนเองอย่างแท้จริง (Self-Actualization)
การให้คำปรึกษา
คาร์ล อาร์. โรเจอร์ (Carl R. Rogers) เห็นว่า ความสัมพันธ์เป็นหัวใจสำคัญที่เอื้อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในกรเปิดเผยและสำรวจตนเอง และมีปัญหาที่เกิดขึ้นจะได้ไม่อำพรางในขั้นนี้ นอกจากเรื่องของการสร้างสัมพันธภาพแล้ว ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้รวบรวมถึง การให้ความเข้าใจกระบวนการปรึกษาแก่ผู้รับการปรึกษาด้วย โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่สำคัญ ที่ทำให้ผู้ขอรับการปรึกษเข้าใจหลักเกณฑ์กระบวนการให้คำปรึกษาที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพผู้มารับการปรึกษาจะได้เกิดความพร้อมในการที่จะเรียนรู้ สำรวจปัญหาและแก้ปัญหา มีส่วนร่วมที่สำคัญที่จะบรรลุเป้าประสงค์ของการให้คำปรึกษา หากผู้รับคำปรึกษาไม่เข้าใจให้ถูกต้อง อาจจะคาดหวังผิด ๆ ทำให้ไม่มีบทบาทต่อการแก้ปัญหาของตนเอง เพราะอาจจะคาดหวังให้ผู้ให้คำปรึกษาเป็นผู้ชี้นำ หรือ ให้คำตอบต่าง ๆ กับตน ซึ่งไม่ใช่หลักการในการในการให้คำปรึกษาที่ดี
ขั้นตอนของการให้คำปรึกษา
1. มีความรู้ในการเลือกวิธีการ หรือ ทฤษฎีได้เหมาะสม
2. ความสามารถในการใช้วิธีการเฉพาะต่าง ๆ ของแต่ละทฤษฎี
3. มีความรู้ถึงปัญหาที่จะพบจากการใช้แนวทางของทฤษฎีแต่ละทฤษฎี
ในกระบวนการให้คำปรึกษา เมื่อดำเนินมาถึงขั้นที่มีการกำหนดกิจกรรมบางอย่างเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ หากการให้คำปรึกษาดำเนินไปด้วยดี ผู้มารับคำปรึกษาก็จะสามารถปฏิบัติได้ตามที่ได้วางแผนเอาไว้
ข้อควรคำนึง
ผู้ให้คำปรึกษาถือว่า ผู้มาปรึกษาแต่ละคนย่อมมีศักดิ์ศรีของตน หรือ ผู้มาปรึกษาแต่ละคนย่อมจะต้องรับผิดชอบในการตัดสินใจ หรือการแก้ปัญหา ตัวผู้ให้คำปรึกษาเองจะต้องพิจารณาผู้มาปรึกษาทั้งคน ดังนั้น ผู้ให้คำปรึกษาจะไม่เข้าไปยุ่งจัดการกับวิถีชีวิตของผู้มารับคำปรึกษา เป็นเพียงแต่คอยช่วยเหลือให้เขาเกิดความเข้าใจในตนเอง ยอมรับความเป็นตัวของตัวเองและแก้ปัญหาของตนเอง

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเผชิญความจริงวิลเลี่ยม กลาสเซอร์ (William Glasser)(กลุม่ที่6)

ทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเผชิญความจริง

ความเป็นมาของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเผชิญความจริง
วิลเลี่ยม กลาสเซอร์ (William Glasser) จิตแพทย์ชาวอเมริกันเป็นผู้ริเริ่มวิธีการให้บริการปรึกษาแบบพิจารณาเผชิญความจริง (Reality Approach to Counseling ) กลาสเซอร์ เกิดเมื่อ ค.ศ. 1925 ในสหรัฐเอมริกาจบปริญญาตรีทางวิศวกรรมเคมีและได้รับปริญญาแพทย์ศาสตร์บันฑิต เขามีประสบการณ์ในการทำงานด้านจิตเวชที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นนิยมใช้วิธีการทางจิตวิเคราะห์ในการบำบัดรักษาคนไข้ กลาสเซอร์ พิจารณาว่าประสิทธิภาพของวิธีการแบบดั้งเดิมที่นิยมใช้รักษาคนไข้นั้นยังไม่มีประสิทธิภาพพอ จึงริเริ่มคิดหาทางพัฒนาวิธีการบำบัดรักษาแบบใหม่ขึ้น
ในปี ค.ศ. 1957 กลาสเซอร์ ได้รับตำแหน่งหัวหน้าจิตแพทย์ประจำสถาบันยุวอาชญากรใน
รัฐเคลิฟอร์เนียได้พัฒนาวิธีการช่วยเหลือยุวอาชญากรเหล่านั้นด้วยวิธีการของเขาเอง โดยเน้นการฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบให้เด็กวางโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเอง และสัญญาว่าจะดำเนินการตามโครงการนั้นเขาจะไม่ยอมรับข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้นของเด็ก ถ้าเด็กไม่ปฏิบัติตามสัญญาแต่พยายามหลีกเลี่ยงการลงโทษ ผลปรากฏว่าวิธีนั้นได้ผลดีอัตราความไม่เข็ดหลาบของเด็กลดลงถึงร้อยละ 20 โครงการของกลาสเซอร์ได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างดีเขาได้ไปช่วยวางโครงการบำบัดแบบเผชิญความจริงให้แก่โรงพยาบาลจิตเวชที่เขาเคยทำงานอยู่ ซึ่งได้ผลดีและอัตราการหวนกลับโรงพยาบาลอีกของคนไข้ลดลงมาก
ในค.ศ. 1960 กลาสเซอร์ ได้พิมพ์ตำราเล่มแรกออเผยแพร่ คือตำรา เรื่อง “ Mental Health or
Mental lllness” และในค.ศ. 1965 เขาได้พิมพ์ตำราอีกเล่ม คือ “Reality Therapy :A New Approach to Psychiatry” และในปีเดียวกันนี้กลาสเซอร์ได้จัดตั้งสถาบันการบำบัดแบบเผชิญความจริงขึ้นเพื่อฝึกหัดการใช้วิธีที่เขาคิดค้นนี้
สถาบันต่าง ๆให้ความสนใจกับวีการนี้และได้เชิญเขาเป็นที่ปรึกษา กลาสเซอร์ได้ปรับปรุงวิธีให้เหมาะสมกับการนำไปใช้ในสถาบันการศึกษา เขาได้เน้นว่าในวัยเด็กอาจเกิดระยะวิกฤตขึ้นได้ครั้งแรกเกิดในช่วงที่เด็กอายุ 2 ขวบ ถึง 5 ขวบ เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้คำพูดจะเรียนรู้ทางสังคมจะแสดงความอยากรู้อยากเห็นและความคิดเด็กต้องการความรักและความสนใจจากพ่อแม่หรือคนเลี่ยงเด็ก ๆ ต้องการเรียนรู้ด้วยตนเองที่จะเผชิญปัญหา ไม่ควรปกป้องเด็กจากความเป็นจริงในชีวิตระยะช่วง 6 ปี ถึง 10 ปี เป็นวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้สิ่ง ต่าง ๆมากขึ้นเด็กเริ่มเข้าโรงเรียนได้รับการศึกษาได้เรียนรู้ทักษะได้รับสถานะและความสำเร็จส่วนเด็กที่โชคร้ายจะได้รับความล้มเหลว

การให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริงเปรียบเสมือนเป็นก้าวใหม่ของการผสมผสานแนวคิดของเอลลิส (Ellis) ในเรื่องของการให้บริการแบบพิจาณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม และแนวคิดของโรเจอร์ส (Rogers) ในเรื่องการให้บริการปรึกษาเป็นศูนย์กลางได้เป็นอย่างดี น่าสนใจ และมีชีวิตชีวา นอกจาตำราดังกล่าวแล้วกลาสเซอร์ยังได้แต่งตำราขึ้นอีก 2 เล่ม คือ “ The Identity Sosiety” และ (Positive Addition)
กลาสเซอร์และเพื่อนร่วมงานของเขาได้จัดทำวารสารชื่อ “Journal of Reality Therapy”
ขึ้นในปี ค.ศ. 1981 คำพูดที่ว่า “จงรับผิดชอบและควบคุมชีวิตของท่านและเผชิญกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของท่าน” คำพูดนี้เป็นตัวแทนของการให้บริการแบบเผชิญความจริง
การพิจารณามนุษย์และหลักการของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. พฤติกรรมของมนุษย์มีป้าหมาย คือ การสนองความต้องการและควบคุมวิถีชีวิตของตนความต้องการหลักของมนุษย์ คือ ความต้องเป็นส่วนหนึ่ง ความต้องการอำนาจ ความต้องการเป็นอิสระ ความต้องการความสนุกสนาน ความต้องการความอยู่รอด สมองของมนุษย์ทำหน้าที่เป็นระบบควบคุม เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เมื่อเราไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เราจะรู้สึกเจ็บปวด เมื่อเราสามารถสนองความต้องการได้เราจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและรู้สึกในทางที่ดีกับตนเอง
2. การควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ มีพื้นฐานมาจากการที่มนุษย์สร้างโลกส่วนตัว คนเราสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเองได้ ทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริงเน้นการกระทำในปัจจุบันและความคิดในปัจจุบันมากกว่าประสบการณ์ที่ผ่านไปแล้ว หรือการจูงใจโดยไม่รู้ตัว มนุษย์สามารถปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเองได้ด้วยการประเมินตนเองตามที่เป็นจริงอะไรที่ดีแล้วก็เก็บไว้เป็นความภูมิใจอะไรไม่ดีก็วางแผนปรับเปลี่ยน
3. มนุษย์มีความสามรถในการตัดสินใจแก้ปัญหาและใช้วิจารณญาณเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ มนุษย์แต่ละคนมีความสามารถที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเองมากกว่าขึ้นกับอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมหรือสภาพการณ์ต่าง ๆ
มนุษย์มีแรงจูงใจที่จะประสบความสำเร็จ ทีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเอง และมีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น
4. มนุษย์รู้สึกว่าตนมีความสามารถที่จะกระทำสิ่งต่าง ๆได้ หรือความรู้สึกว่าตนประสบความสำเร็จ และสร้างกำลังใจให้บุคคลกล้าสู้ปัญหา การที่จะทำตนให้มีค่าขึ้นอยู่กับการกระทำของบุคคลนั้นเองว่าทำสิ่งต่างได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด
5. การได้รับความรักและโอกาสให้ความรักแก่ผู้อื่น เป็นความต้องการของมนุษย์ บุคคลที่รักผู้อื่นจะได้ความรักจากผู้อื่นจะรู้สึกว่าตนมีค่า กลาสเซอร์ พิจารณาความรักจากการกระทำของบุคคลมากกว่าความรู้สึกของบุคคล ความเหว่หว้าเป็นผลมาจากการประสบความล้มเหลวในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น การขจัดความหว้าเหว่ทำได้โดยการที่บุคคลนั้นมีทักษะในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นด้วยความเป็นจริงใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง ลดความคับข้องใจ
6. ปัญหาในการปรับตัวหลายประการเกิดจากการไร้ความสามารถในการตอบสนองความต้องการ อาการจากการปรับตัวจะไม่ได้หายไป เมื่อบุคคลสามารถสนองความต้องการของตนเองได้ออบุคคลที่มาสามารถสนองความต้องการมีแนวโน้มที่จะบิดเบือนสภาพความเป็นจริงเขาจะตำหนิผู้อื่นและลืมว่าเขามีความรับผิดชอบที่จะแก้ไขปัญหาโดยพิจารณาจากสภาพความเป็นจริง
7. แม้ว่าอารมณ์จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นแต่เหตุผลเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่จะทำพฤติกรรมของบุคคลมีประสิทธิภาพและทำให้บุคคลประสบความสำเร็จ การปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจะนำไปสู่ความล้มเหลว อารมณ์ส่งผลถึงพฤติกรรม ดังนั้นการจะปรับปรุงพฤติกรรมจึงจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม
8. คนที่มีเอกลักษณ์แห่งความสำเร็จ ( success identity) คือคนที่ได้รับการทำเกิดความรู้สึกดี มีความไว้วางใจรู้สึกว่าตนมีความสำคัญต่อผู้อื่นตนมีค่า ตนมีความเข้มแข็ง มีความคิดที่มีเหตุผลและแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล ทำสิ่งต่างๆ เพื่อสุขภาพอันดี
9. คนที่มีเอกลักษณ์แห่งความล้มเหลว ( failure identity) คือบุคคลที่ยอมแพ้ต่อความรับผิดชอบที่จะมีพฤติกรรมตามที่คาดหวัง เนื่องจากความล้มเหลวทั้งหลายทำให้เขาเกิดความหงุดหงิด ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ยืดหยุ่น ปฏิเสธความเป็นจริง
10. ความอบอุ่นและบรรยากาศที่ยอมรับผู้รับบริการ เป็นหลักการที่สำคัญของทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
11. การให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริงเป็นกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเน้นการพูดคุยเหตุผลกับผู้ที่มารับบริการ โดยสนทนากับผู้ที่มารับบริการเกี่ยวกับสภาพการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของผู้รับบริการ เพื่อให้ผู้มารับบริการตระหนักในพฤติกรรมของตนเอง สามสารถพิจารณาสิ่งถูกผิด สิ่งที่ควรทำหรือพึงละเว้นตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
12. เราเลือกพฤติกรรมของเราเอง ดังนั้นเราต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น คนที่รับผิชอบคือคนที่รู้ว่าต้องทำอะไรในชีวิต และวางแผนเพื่อให้ได้สิ่งนั้น
กลาสเซอร์ให้คำจำกัดความว่า “ความรับผิดชอบ” ( Responsibility) คือการที่บุคคลสามารถสนองความต้องการของตนซึ่งการกระทำนั้นจะต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น ความรับผิดชอบที่จะสนองความต้องการเกิดจากการเรียนรู้และได้รับการสั่งสอนคนที่สามารกที่จะรับผิดชอบได้ คือคนที่มีความบกพร่องทางจิต ทางประสาท หรือมีสุขภาพจิตที่ไม่ดี
13. การเผชิญสภาพความเป็นจริง(Reality) คือการที่บุคคลจะสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้ถ้าเขาเผชิญสภาพความจริง พิจารณาสิ่งต่าง ๆตามที่เป็นจริงและตระหนักในความเป็นจริงแม้ว่าหนทางนั้นมีอุปสรรคอยู่ก็ตาม
14. การประเมินความถูกผิดของพฤติกรรม (Right and Wrong) บุคคลจะต้องรูจักพิจารณาสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด การประเมินพฤติกรรมจะเป็นการกระตุ้นให้บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง แม้ว่ากลาสเซอร์จะไม่ได้ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาว่าอะไรถูกแต่เข่าเชื่อว่าผู้ให้บริการควรสนับสนุนหลักการทางศีลธรรมจรรยาที่ยอมรับกันทั่วไปและระมัดระวังที่จะไม่ใช้ค่านิยมของตนไปมอบให้ผู้รับบริการผู้ให้คำปรึกษาอาจอภิปรายกับผู้รับบริการถึงการเลือกค่านิยมและชี้ให้เห็นถึงผลที่ตามมาจาการเลือกค่านิยมนั้น
15. ผู้ให้บริการปรึกษาควรนำวิธีการของทฤษฎีให้บริการแบบเผชิญความจริงไปปฏิบัติอย่างยืดหยุ่น โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพของผู้รับบริการแต่ละราย
พัฒนาการด้านบุคลิกภาพตามแนวคิดทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
กลาสเซอร์ให้ความสำคัญว่าช่วง 10 ปีแรกของชีวิต ว่า มีอิทธิพลในการหล่อหลอมบุคลิกภาพเพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเข้าสู่โครงสร้างทางสังคม คือ บ้าน และโรงเรียน เนื่องจาการสนองความต้องการเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้พ่อแม่มีหน้าที่สอนและฝึกทักษะที่จำเป็นแก่เด็กการที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาหรือทักษะ พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์เชิงสังคมกับบุคลทั่วไป
พ่อกับแม่ควรที่จะรู้จักสอนให้ลูกรู้จักการพูดและการฟัง เพราะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการที่เด็กจะได้ติดต่อกับผู้อื่น สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือความสามารถเชิงเหตุผลและการแก้ปัญหาของบุคล พ่อแม่ต้อง ใจแข็งที่จะไม่ช่วยลูกในกรณีที่ลูกสามารถช่วยตนเองได้นอกจากนี้พ่อแม่ควรสร้างนิสัยที่ดีงามให้แก่ลูกและปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือลูกโดยไม่จำเป็น
เวลาส่วนใหญ่ของเด็กนั้นจะอยู่ที่โรงเรียนดังนั้นโรงเรียนจึงเป็นแหล่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสรมบุคลิกภาพของเด็ก ถ้าพ่อแม่และครูเข้าใจเด็กรู้วิธีหล่อหลอมบุคลิกภาพที่พึงปรารถนาของเด็กจะช่วยทำให้เด็กมีแนวโมที่จะเติบโตไปสู่การที่เป็นบุคลที่มี “ วุฒิภาวะ” คือ เป็นบุคคลที่สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองมีความเป็นตัวของตนเอง ตระหนักในคุณค่าของตนเอง การอบรมอย่างถูกวิธีและเด็กมีโอกาสที่อยู่ในสภาพแวดล้อมอันเหมาะสมจะสามารถป้องกันปัญหาได้
จุดมุ่งหมายของทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. ช่วยให้บุคลรับผิดชอบที่จะแก้ปัญหา และมีทักษะในการคิดแก้ปัญหาโดยพิจารณาความเป็นจริง
2. ป้องกันไม่ให้บุคคลปล่อยชีวิตล่องลอย โดยสนับสนุนให้วางโครงการในอนาคตและมีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการไปตามโครงการที่วางไว้
3. ส่งเสริมให้บุคคลมีวุฒิภาวะ คือเป็นตัวของตัวเองและสามารถช่วยตนเองได้
4. ช่วยให้บุคคลรู้จักตนเองว่าตนเป็นใครเขาต้องการอะไรในชีวิต
5. ช่วยให้บุคคลค้นพบวิธีการที่จะสนองความต้องการของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโดยไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้อื่น
6. ให้บุคคลตระหนักในคุณค่าของตน โดยแนะแนวทางให้รู้จักวิธีสร้างสัมพันธภาพอันดีกับบุคคลอื่นให้ได้รับประสบการณ์เกี่ยวกับความผู้พันทางสังคม
7. ช่วยให้บุคคลรู้จักประเมินค่านิยม รู้จักพิจารณาว่าอะไรถูกอะไรผิดสิ่งใดควรกระทำหรือพึงละเว้น
ลักษณะและบทบาทของผู้ให้การปรึกษาตามทฤษฎีให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. จะต้องสร้างสัมพันธภาพอันใกล้ชิดกับผู้รับบริการสนใจผู้รับบริการ
2. เป็นผู้มีคามเชื่อว่าการช่วยให้บุคคลเผชิญความจริงเป็นวิธีการช่วยให้บุคคลเรียนรู้วิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เป็นผู้ที่เต็มใจจะเปิดเผยและอภิปรายเรื่องต่าง ๆกับผู้รับบริการตลอดจนให้ความอบอุ่น เป็นมิตร มีความจริงใจ มองโลกในแง่ดี
4. จะต้องเป็นตัวอย่างของคนที่มีความรับผิดชอบในการสนองความต้องการของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น
5. จะสอนวิธีที่ควรประพฤติปฏิบัติแก่ผู้รับบริการด้วยการสอนโดยตรงด้วยการเป็นต้นแบบให้
6. จะช่วยกันกับผู้รับริการวางโครงการเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและสนับสนุนให้ผู้รับบริการมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามโครงการที่วางไว้โดยไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆทั้งสิ้น
7. ผู้ให้การปรึกษานับถือศักยภาพและความเข้มแข็งของผู้รับบริการในการไปสู่เอกลักษณ์แห่งความสำเร็จ
8. ผู้ให้การปรึกษาจะต้องเป็นตัวอย่างของการนับถือตนเองและการรักตนเอง
กระบวนการของทฤษฎีการให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
ขั้นตอนการให้บริการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. ขั้นตอนสร้างสัมพันธภาพหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้รับบริการทั้งในความคิดและอารมณ์ผู้ให้การปรึกษาจะต้องสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการจนผู้รับบริการตระหนักว่าผู้ให้บริการปรึกษายอมรับเข้าใจและสนใจ ให้กำลังใจแก่ผู้รับบริการว่าเขาสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้
2. ขั้นการช่วยให้ผู้รับบริการได้สำรวจความต้องการของตน หลังจากที่ผู้ให้คำปรึกษาได้มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับบริการแล้วผู้ให้การปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการไดสำรวจความต้องการของเขา ว่าจะไรคือสิ่งที่เขาอยากทำ
3.ขั้นการช่วยให้ผู้รับบริการอธิบายวิถีชีวิตของเขาในแต่ละวัน ผู้ให้การปรึกษาเน้นสภาวะปัจจุบันว่ามีเหตุการณ์หรือการกระทำในปัจจุบันอะไรบ้างในชีวิตของผู้รับบริการ ผู้ให้บริการแบบเผชิญความจริงไม่เชื่อว่าวิเคราะห์อดีตจะช่วยแก้ปัญหาได้แต่ยิ่งกลับให้ผู้รับริการหาข้อแก้ตัวให้กับปัญหาในปัจจุบันของตน
4. ขั้นการช่วยผู้รับบริการได้ประเมินพฤติกรรมของตนเอง ผู้ให้บริการและผู้รับบริการจะร่วมกันอภิปรายร่วมกันว่าพฤติกรรมใดถูกต้องพฤติกรรมใดผิดควรทำหรือไม่ควรทำอย่างไร การใคร่ครวญหรือการประเมินพฤติกรรมของตนจะเป็นการนำผู้รับบริการเข้าสู่สภาพความเป็นจริงได้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพ้อฝันหรือล่องลอย
5. การช่วยให้ผู้รับบริการได้วางโครงการเปลี่ยนพฤติกรรมของตน ขั้นนี้จะกินเวลามากจะเริ่มเมื่อผู้รับบริการได้มีการพิจารณาอย่างมีเหตุผลต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเขาแล้วมีการวางโครงการเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น การวางโครงการควรเป็นโครงการที่เฉพาะเจาะจงไม่ใช่วางไว้กว้างเกินไป มีขั้นตอนและอยู่ในลักษณะที่มีแนวโน้มจะทำได้จริง
6. ขอข้อผูกพันหรือคำมั่นสัญญาว่าผู้รับบริการจะปฏิบัติตามโครงการที่วางไว้ หลังจากมีการวางโครงการไว้ไม่ได้หมายความว่าผู้รับบริการจะปฏิบัติตามนั้นเสมอไป ดังนั้นผู้ให้บริการจึงควรขอข้อผูกพันหรือคำมั่นสัญญา ว่าผู้รับบริการจะปฏิบัติตามโครงการที่วางไว้
7. ผู้รับบริการไม่ปฏิบัติตามสัญญาผู้ให้บริการไม่รับฟังข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น ผู้ให้บริการปรึกษาจะใช้คำถาม “ หนูคิดว่าโครงการที่วางไว้นั้นยังมีประโยชน์หรือไม่และจะเริ่มลงมือดำเนินการตามโครงการอีกเมื่อใด” แทนที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไมหนูจึงไม่ทำ” ถ้าโครงการล้มเหลวก็จะช่วยกันวิเคราะห์ถึงสาเหตุแห่งความล้มเหลวและวางโครงการมาใหม่
8. ไม่มีการลงโทษถ้าผู้รับบริการไม่ดำเนินการตามโครงการ การลงโทษนอกจากไม่ได้ให้ผลดีแล้วยังก่อให้เกิดผลเสียด้านอารมณ์แก่ผู้รับบริการด้วย

สรุปขั้นตอนของการปรึกษาแบบเผชิญความจริง
ขั้นตอนของการปรึกษาแบบเผชิญความจริง มี 4 ขั้นตอน คือการใช้ระบบ ดับเบิลยู ดี อี พี ( W D E P System) สามารถช่วยให้ผู้รับบริการมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็นบุคคลที่กล่าเผชิญความจริงและประพฤติตนได้อย่างเหมาะสม
W (Wants) คือ การที่ผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการค้นพบความต้องการของเขา
D (Describe) คือการที่ผู้ให้การปรึกษาอภิบายวิถีชีวิตของเขาว่าเขาทำอะไรในแต่ละวัน
E (Self Evaluation) คือการที่ผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการประเมินพฤติกรรมของตนเอง
P ( Plan) คือการที่ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการวางแผนเปลี่ยนพฤติกรรมของตน

เทคนิคการให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพ ( Building Relationship Technique ) ในการสร้างสัมพันธภาพนั้นผู้ให้การปรึกษาจะทักทายแสดงความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการ จะมีความจริงใจ มีเมตตา อยากที่จะช่วยผู้รับบริการพ้นทุกข์ยอมรับผู้รับบริการโดยปราศจากเลื่อนไขเสมือนผู้รับบริการเป็นลูกหลาน
2. เทคนิคการตั้งคำถาม (Questioning Technique) การใช้คำถมที่ถูกต้องเหมาะสมจะช่วยให้ผู้รับบริการสำรวจความคิดและความรู้สึกของตนเอง ได้ประเมินพฤติกรรมของตน ประเภทของคำถามมีการตั้งคำถามให้ตอบสั้น ๆ เฉพาะเจาะจงและคำถามแบบเปิดเป็นการตั้งคำถามที่ให้ผู้รับบริการตอบโดยไม่จำกัดขอบเขต
3. เทคนิคการพูดแบบเผชิญหน้า(Confrontation Technique) ผู้ให้การปรึกษาจะพูดเผชิญหน้ากับผู้รับบริการการพูดเผชิญหน้าจะต้องรอให้สัมพันธภาพดีเสียก่อนมิฉะนั้นจะกลายเป็นการทำลายสัมพันธภาพ
4. เทคนิคการใช้อารมณ์ขัน ( Humor Technique) ผู้ให้การปรึกษาจะพูดเกี่ยวกับแง่มุมหนึ่งของชีวิตของผู้รับบริการหรือสิ่งอื่น ๆ ในลักษณะของอารมณ์ขันซึ่งคลายความตึงเครียดลงไป
5. เทคนิคการชี้ประเด็น (Point Out Technique) เป็นเทคนิคที่ผู้ให้ปรึกษาชี้ประเด็นให้ผู้รับบริการได้เห็นความไม่รับผิดชอบของตน
6. เทคนิคการให้ข้อเสนอแนะ( Advice Technique) เป็นเทคนิคที่ผู้ให้การปรึกษาให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้รับบริการว่าจะสนองความต้องการของตนได้อย่างไร
7. เทคนิคการเปิดเผย (Self Disclosure) เป็นเทคนิคที่ผู้ให้การปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการเปิดเผยประสบการณ์ ความคิดอุปสรรคของเขา
8. เทคนิคการตีความ( Interpretation) เป็นเทคนิคที่ผู้ให้การปรึกษาตีความพฤติกรรมของผู้รับบริการหรือตีความสีหน้า ท่าทาง คำพูดของผู้รับบริการเพื่อผู้รับบริการเข้าใจและมองสิ่งต่าง ๆกว้างขึ้น

ข้อดีของการให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. ไม่เน้นอดีตและความรู้สึกมากเกินไป ช่วยให้ผู้รับบริการไม่ใช้ข้ออ้างว่าเหตุการณ์ในอดีตเป็นสาเหตุของปัญหาและช่วยให้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดำเนินเร็วขึ้น
2. เน้นการวางโครงการและความมุ่งมั่น ในการดำเนินโครงการเป็นปัจจัยสำคัญของการเปลี่ยนพฤติกรรม
3. เปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้ประเมินพฤติกรรมของเขา ได้พิจารณาค่านิยมของตนและนำเรื่องนี้มาอภิปรายกับผู้ให้บริการปรึกษาเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการได้ตระหนักถึงพฤติกรรมของตนจะได้พิจารณาพฤติกรรมในขอบข่ายที่กว้างขึ้น
4. เน้นความรับผิดชอบในการหาที่สนองความต้องการของตน ควบคุมชี้วัดตนได้โดยไม่กระทบกระเทือนสิทธิของบุคคลอื่น เป็นวิธีช่วยให้บุคคลรับผิดชอบที่จะช่วยตนเองและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม
5. ช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองโดยการปฏิบัติจริง โดยไม่ใช่เฉพาะการวางแผนเปลี่ยนพฤติกรรมเท่านั้นแต่เป็นการปฏิบัติจริงด้วย
6. เป็นการช่วยให้ผู้รับบริการกล้าเผชิญปัญหาและฝึกควบคุมตนเอง ช่วยให้ผู้รับบริการได้พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองเกิดความภูมิใจ
7. สามารถนำไปใช้กับการปรึกษารายบุคคล รายกลุ่ม ใช้ได้ดีในสถาบันการศึกษา การพัฒนาชุมชน ในสถาบันแก้ไขปัญหา ในโรงพยาบาลโรคจิตโรคประสาท นำไปใช้ได้ทั้งกับเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ปัญหาการหย่าร้างของพ่อแม่ ช่วยคนพิการให้เพิ่มความรับผิดชอบในการช่วยตนเอง

ข้อกำกัดของการให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
1. มุ่งเฉพาะแรงจูงใจในระดับจิตสำนึกไม่ได้กล่าวถึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึก ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาในระดับจิตไร้สำนึก
2. เป็นการแก้ปัญหาแบบปัจจุบันทันด่วนไม่ได้สำรวจว่ามีอะไรที่ยังค้างคาใจอยู่หรือไม่ เป็นการตอบคำถามว่าจะทำให้วิถีชีวิตเป็นอย่างไร อะไรที่เป็นไปได้ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ อะไรคือพฤติกรรมที่ถูกต้องอะไรเป็นสิ่งที่ผิดไม่ควรทำ
3. ใช้การสื่อความหมายและเหตุผลมากจึงใช้ไม่ค่อยได้ผลกับผู้ขาดทักษะทางภาษาและผู้ที่ขาดทักษะทางการใช้วิจารณญาณ เนื่องจากเป็นวิธีการที่ใช้การสื่อสารทางภาษามาก

ตัวอย่างการใช้เทคนิคการให้การปรึกษาแบบเผชิญความจริง
ผู้รับบริการเป็นชายหนุ่มอายุ 18 ปีอยู่ระหว่างการหางานทำเขาขอรับบริการปรึกษาจากเจ้าหน้าที่กรมแรงงาน ข้างล่างนี้เป็นการสนทนาตอนหนึ่งระหว่างผู้ให้การปรึกษาและผู้รับบริการ

ผู้ให้การปรึกษา : เรื่องราวของคุณไปถึงไหนแล้ว( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ผมไปหางานทำเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แต่แย่มาก ไม่มีใครรับผมเลย

ผู้ให้การปรึกษา : คุณไปหางานทำมาแล้วกี่แห่ง( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ไปหลายแห่งแต่ไม่มีใครให้โอกาสผม
ผู้ให้การปรึกษา : เล่าให้ฟังซิครับ ว่าไปไหนมาบ้าง( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ผมไปทำที่ปั้มน้ำมัน
ผู้ให้การปรึกษา : นอกนั้นไปไหนอีก( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ผมไปที่ปั้มน้ำมันอีก 2 แห่งแต่ไม่มีใครรับผม เขาไม่อยากพูดกับผม
ผู้ให้การปรึกษา : คุณยังไม่ได้ให้ความพยายามพอ เหมือนกับคุณรอให้มีคนมาเชื้อเชิญคุณคุณคิดว่าการไปหางานทำเพียงสองสามแห่งจะช่วยให้ได้งานทำหรือครับ ในภาวะที่มีการแข่งขันกันในตลาดแรงงานเช่นนี้คุณจะต้องช่วยตนเองมากขึ้น ( การตีความหมาย interpretation)
ผู้รับบริการ : แต่ไม่มีใครจ้างผมเลย
ผู้ให้การปรึกษา : ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีใคร ๆ ก็ประสบปัญหาในการหางานทำผมรู้จักคนหนึ่ง
รุ่นราวคราวเดียวกับคุณ ได้ออกหางานทำ 20 กว่าแห่ง กว่าจะงานทำลองเทียบดู
กับการที่คุณออกหางานทำเพียง 3 แห่ง แล้วล้มเลิก ใครเป็นคนที่จะต้อง รับผิดชอบ เจ้าของน้ำมันที่คุณไปหางานทำ เศรษฐกิจหรือตัวคุณ
ผู้รับบริการ : ครับผมจะลอง
ผู้ให้การปรึกษา : ในช่วงอาทิตย์ที่แล้วดูเหมือนว่าคุณไม่ได้ตั้งใจหางานทำอย่างจริงจัง( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ครับผมยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง

ผู้ให้การปรึกษา : คุณคิดวางโครงการจะทำอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการหางานต่อไป( ใช้คำถามแบบเปิดกว้าง open question)
ผู้รับบริการ : ผมจะพยายามหางานทำอีก
หมายเหตุ : ผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการเตรียมตัวล่วงหน้าในการหางานทำโดยเน้นว่าตัวเองจะต้องพยายามช่วยตนเอง มีการฝึกการทดลองสวมบทบาทรับผิดชอบโดยมักพูดว่า “ ผมคงทำไม่ได้” ซึ่งผู้ให้การปรึกษาจะไม่ยอมให้ผู้รับผิดชอบหาข้ออ้างและสนับสนุนให้ผู้รับบริการเกิดกำลังใจไม่ท้อถอย

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์ (Transactional Analysis) หรือ TA(กลุ่มที่10)

ทฤษฎีการวิเคราะห์การติดต่อสัมพันธ์
(Transactional Analysis) หรือ TA
ผู้นำคือ Eric BerneEric Berne กล่าวว่าพฤติกรรมของบุคคลจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเวลา เช่นเมื่อประสบความสำเร็จก็จะดีใจผิดหวังก็จะแสดงความเสียใจ มีเนื้อหาสำคัญดังนี้
1.โครงสร้างบุคลิกภาพ ในบุคคลหนึ่งจะมีภาวะต่างๆอยู่ในตน 3 ภาวะ คือ
1.1.พฤติกรรมแบบพ่อแม่(Parent Ego State) หรือ p เกิดจากการหล่อหลอมเลียนแบบเอาอย่างบิดามารดาหรือญาติพี่น้อง ที่อบรมเลี้ยงดู แบ่งย่อยเป็น 2 แบบ
1.)พ่อแม่ที่ชอบควบคุม วิพากษ์วิจารณ์ (Controlling/CriticalParent : CP) ชอบควบคุมความประพฤติ กำหนดขอบเขตวิถีชีวิตของตัวเองและผู้อื่น
2.) พ่อแม่ดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือปกป้อง (Nurturing Parent : NP) มีทัศนะต่อผู้อื่นว่า คนอื่นมีศักยภาพในตัวเอง แต่อาจต้องการผู้ช่วยเหลือมีนิสัยใจคอดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น1.2. บุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่ (Adult Ego State) หรือ A เกิดจากการพัฒนาทางสมองประสบการณ์ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทำให้เกิดสติปัญญาความคิด หลักการ เหตุผลในการตัดสินใจชอบช่วยเหลือการประเมินทางเลือกจะพิจารณาจากข้อเท็จจริง ข้อมูลที่มีอยู่จริงเป็นคนที่ไม่มีอารมณ์เข้ามาแทรกแซงเป็นนักวิชาการ นักคิดคำนวณ และมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับสถานการณ์ สนใจความคิดเห็นของผู้อื่น เปิดใจกว้างรับฟังผู้อื่น ไม่เครียดเกร็ง
1.3. บุคลิกภาพแบบเด็ก (Child Ego State) หรือ C เป็นส่วนที่เคยแสดงออกหรือรู้สึกตั้งแต่ยังเด็กเล็กอยู่ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติที่ติดตัวมา มี 2 ลักษณะคือ
1.) เด็กอิสระ (Free Child : FC) อยากรู้อยากเห็น ชอบสนุกรักธรรมชาติ จริงใจ ไม่ปิดบังอารมณ์หัวเราะ/ร้องไห้เสียงดังโดยไม่อายรู้สึกอย่างไรจะแสดงออกอย่างนั้นไม่เสแสร้ง มีความเป็นตัวของตัวเองมองโลกในแง่ดี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไว้ใจผู้อื่นเสมอ
2.) เด็กปรับตัว-จำยอม (Adapted Child : AC) จะชอบยอมทำตาม ไม่กล้าขัดใจคนอื่น ไม่รู้จักปฏิเสธ ขาดความเป็นตัวของตัวเอง เป็นลูกแหง่อดทนเพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่ตำหนิว่ากล่าว ชอบก้มหน้าไม่กล้าสบตาชอบพยักหน้าหลายครั้ง พูดเสียงเบา หรือบางครั้งอาจจะไม่ชอบทำตามผู้อื่น แต่ก็ไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ มักแสดงอาการหงุดหงิดต่อต้าน ดื้อดึง พูดจาประชดประชันท้าทาย ประท้วง ชอบนินทา อิจฉาริษยา หวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร
2. การติดต่อสื่อสารของบุคคล หมายถึง การติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 2 คน ในการสื่อสารจะมี 2 ระดับ คือระดับที่เปิดเผย เป็นการสื่อสารที่พูดออกมาตรงๆ แต่ข่าวสารที่สองจะถูกส่งออกมาในลักษณะที่ปกปิด
1.)การติดต่อสื่อสารที่สอดคล้อง(Complementary transaction)
2.)การติดต่อสื่อสารที่ขัดแย้ง(Crossed transaction)
3.)การติดต่อสื่อสารที่เคลือบแฝง(Ulterior transaction)
3. พฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อผู้อื่นมี 5 ลักษณะ
1.) พฤติกรรมที่ส่งผลทางบวกเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างจริงใจสุภาพ อ่อนโยน ยกย่องให้เกียรติเคารพ เห็นอกเห็นใจ เข้าใจ ให้อภัย
2.) พฤติกรรมที่ส่งผลทางลบเป็นพฤติกรรมที่ไม่สุภาพ กระด้างดุด่า ตำหนิติเตียน เย้ยหยัน ดูหมิ่นเหยียดหยาม ทำให้ผู้อื่นไม่พอใจอับอาย โกรธ หมดกำลังใจ
3.) พฤติกรรมที่มีเงื่อนไข เป็นพฤติกรรมทั้งทางบวกและทางลบ เป็นคำพูดที่มีเงื่อนไขเช่น ฉันจะให้โบนัสคุณ 2เดือนถ้าคุณทำยอดขายได้ 2เท่าของปีที่แล้ว
4.) พฤติกรรมหลอกลวง ไม่มีความจริงใจ แกล้งสรรเสริญเยินยอ
5.) พฤติกรรมที่เป็นพิธีการ เป็นการกระทำเพื่อมารยาทหรือทำตามกฎเกณฑ์ของสังคม เช่นการไหว้ การจับมือ การทักทายปราศรัย การกล่าวต้อนรับ
4. ทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่น ทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่นจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์Harris Thomas กล่าวว่า บุคคลมีทัศนคติต่อตนเองและผู้อื่นแบบใดแบบหนึ่งใน 4 แบบ
1.) ฉันเลวแต่คุณดี (I’m not OK,You’re OK) ต้องการกำลังใจ ต้องการการเอาใจใส่จากผู้บังคับบัญชา
2.) ฉันดีแต่คุณเลว(I’m OK,You’re not OK) ตนเองดีมีคุณค่า มองคนอื่นว่าเลว ชอบตำหนิคนอื่น ชอบซัดโทษ ผู้อื่น ยกตนข่มท่าน
3.) ฉันเลวคุณก็เลวด้วย(I’m not OK,You’re not OK) ตนเองไม่มีคุณค่า คนอื่นก็ไม่มีคุณค่ามองโลกในแง่ร้าย หมดหวังในชีวิตไม่มีจุดมุ่งหมายในชีวิตผู้ป่วยโรคจิตโรคประสาท
4.)ฉันดีเธอก็ดีด้วย(I’m OK,You’re OK) มีสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ มองตนเองผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมในแง่ดี ชีวิตมีความสุข

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีคุณลักษณะและองค์ประกอบ(กลุ่มที่5)

ทฤษฎีคุณลักษณะและองค์ประกอบ


คุณลักษณะของผู้นำต่างๆจะมีไม่เท่ากัน

ในแต่ละสถานการณ์ และได้แบ่งคุณลักษณะผู้นำออกคุณลักษณะ 6 ประการของผู้นำ

จากผู้ตามได้ 6 ประการ คือ

1. มีแรงกระตุ้น
ผู้นำจะต้องมีแรงกระตุ้นที่จะทำงานให้สำเร็จ มีความยาก มากด้วยพลัง ผลักดัน ทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและแสดงความคิดริเริ่ม
2. อยากเป็นผู้นำ
ผู้นำต้องอยากนำคนอื่นและแสดงออกมาให้รู้ต้องมีความรับผิดชอบ
3. ซื่อสัตย์และมีคุณธรรม
ผู้นำจะต้องสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ ซื่อสัตย์ พูดคำไหนเป็นคำนั้น
4. มีความมั่นใจในตนเอง
ผู้นำต้องมีความมั่นใจตนเองและแสดงออกและชักจูงให้ผู้ตามไปในจุดมุ่งหมายและการตัดสินใจที่ถูกต้อง
5. ความเฉลียวฉลาด
ผู้นำจะต้องรับข่าวสารข้อมูลมากมาย ดังนั้น เขาจะต้องมีความสามารถในการสร้างวิสัยทัศน์ แก้ปัญหา และ ตัดสินใจให้ถูกต้อง
6. การรู้งาน
ผู้นำที่เก่งจะต้องมีความรู้ใน หน้าที่ตนเอง รอบรู้ รู้งาน เพื่อการ ตัดสินใจที่ถูกต้อง
ทฤษฎีไม้แข็ง x และทฤษฎีไม้นวม y
ทฤษฎี x เป็นด้านลบของคนที่ว่าคนเกียจคร้าน ไม่ชอบทำงาน หลีกเลี่ยง ความรับผิดชอบ ถ้าอยากจะให้งานเสร็จต้องใช้ไม้แข็ง ทฤษฎี y เป็นด้านบวกที่คนไม่เกียจคร้าน รับผิดชอบ และพึงพอใจในการทำงาน ถ้าจะ ให้งานเสร็จก็เพียงแค่จูงใจให้ทำงานเท่านั้น
ทฤษฎีไม้แข็ง และทฤษฎีไม้นวม

ทฤษฎีไม้แข็ง x

1.คนงานโดยทั่วไปไม่ชอบงานและพยายามหลีกเลี่ยง

2.คนงานจะต้องถูกควบคุมอย่างใกล้ชิดไม่อย่างนั้นงานจะไม่เสร็จ
3.คนงานหาช่องที่จะเลี่ยงความรับผิด ชอบเท่าที่เป็นไปได้
4.คนงานไม่กระตือรือร้นที่จะทำงาน แต่ อยากมีความมั่นคงในชีวิต ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องถึงมือผู้บริหาร
ทฤษฎีไม้นวม y
1.คนงานมองงานแบบ สบาย

2.คนงานตัดสินใจทำงานเอง ควบคุมดูแลงานเองเพื่อให้เสร็จงาน

3.คนงานรับผิดชอบเอง

4.คนงานสามารถตัดสินปัญหาต่างๆได้เองโดยไม่จำเป็นต้องถึงมือผู้บริหาร

ทฤษฎีสองปัจจัย
1. ปัจจัยจูง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานโดยตรงเพื่อจูงใจให้คนชอบและรักงานที่ปฏิบัติ เป็นตัวกระตุ้นให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ความสำเร็จในงานที่ทำของบุคคล การได้รับการยอมรับนับถือ
2. 2.ปัจจัยค้ำจุนหรือปัจจัยสุขศาสตร์
3. หมายถึง ปัจจัยที่จะค้ำจุนให้แรงจูงใจ ในการทำงานของบุคคลมีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีหรือมีในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับบุคคลในองค์การจะเกิดความไม่ชอบงานขึ้น ปัจจัยที่มาจากภายนอกตัวบุคคล คือ เงินเดือน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา สถานะทางอาชีพ ฯ
4. จากทฤษฎีสองปัจจัย ทั้งสองด้านนี้ เป็นสิ่งที่คนต้องการ เพราะเป็นแรงจูงใจในการทำงานองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยจูงใจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ ทำให้คนเกิดความสุขในการทำงาน โดยมีความสำคัญกับแนวคิดที่ว่า เมื่อคนได้รับการตอบสนองด้วยปัจจัยชนิดนี้จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน ผลที่ตามมาก็คือ คนจะเกิดความพึงพอใจในงานและทำงานได้ประสิทธิภาพส่วนปัจจัยค้ำจุนหรือสุขศาสตร์ เป็นตัวป้องกันมิให้คนเกิดความไม่เป็นสุข หรือไม่พึงพอใจในงานสู่ความพร้อมที่จะทำงาน
ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. ทฤษฎีวิวัฒนาการ เป็นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีวภาพของชาร์ลส์ ดาร์วิน การเปลี่ยนแปรงของสังคมมีการเปลี่ยนแปรงอย่างเป็นขั้นตอน โดยเปลี่ยนจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งที่มีการพัฒนา ก้าว หน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา เปลี่ยนแปรงจากสังคมที่มีรูปแบบเรียบง่ายสู่รูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์
2. ทฤษฎีความขัดแย้ง
ลิวอิส เอ. โคเซอร์ เป็นนักทฤษฎีความขัดแย้ง ที่มองว่า ความขัดแย้งก่อให้เกิดด้านบวกและด้านลบ ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทางสังคมไม่มีสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีความสามัคคีอย่างสมบูรณ์เพราะความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ทั้งความเกลียดและความรักต่างมีความขัดแย้งทั้งสิ้น โคเซอร์มีความเห็นว่าความขัดแย้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปรงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้
3. ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่
ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ เป็นผลจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่าโครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่างๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้
ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์
มาสโลว์ ได้ตั้งสมมติฐานว่ามนุษย์มีความต้องการ ดังนี้
1. มนุษย์มีความต้องการ และความต้องการมีอยู่เสมอไม่สิ้นสุด
2. ความต้องการที่ได้รับการสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความต้องการที่ไม่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจพฤติกรรม
 3. ความต้องการของคนซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนองยังไม่สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นอีก
4. ความต้องการของคนมีลำดับขั้นความสำคัญ กล่าวคือเมื่อความต้องการในระดับต่ำได้รับการสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง
ลำดับความต้องการพื้นฐานของมาสโลว์ มี 5 ลำดับขั้น
1.ความต้องการด้านร่างกาย
2. ความต้องการความปลอดภัย
3. ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ
4. ความต้องการยอมรับนับถือผู้อื่น
5. ความต้องการความเป็นตัวตนอันแท้จริงของตนเอง

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์(กลุ่มที่7)

      ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
ความเป็นมาของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
       ซิกมัน ฟรอย (Sigmund Freud 1856 – 1933) เป็นผู้ก่อตั้งจิตบำบัดแบบวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory) ฟรอยเกิดในปี ค.ศ. 1856 เป็นลูกคนแรกของครอบครัวชาวเวียนนา ที่มีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 5 คน บิดาของเขาเป็นคนที่เคร่งครัดมาก ครอบครัวของฟรอยค่อนข้างขัดสน อาศัยอยู่ในอาคารชุดที่แออัด แต่ถึงกระนั้นก็ตามพ่อแม่ก็ส่งเสียเขาได้เรียนจบแพทย์ เขาจบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนา เมื่ออายุได้ 26 ปี และได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
       ฟรอย ได้ใช้ชีวิตของเขาในการพัฒนาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เขาเป็นคนแรกที่กล่างถึงจิตไร้สำนึกว่ามีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ เขาด้คิดเทคนิคใหม่ๆเพื่อทำความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ เข้าใจบุคลิกภาพและพัฒนาวิธีการทางจิตบำบัดในบั้นปลายชีวิต ฟรอยป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กรามและสิ้นชีวิตที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1939.แนวคิดของฟรอย และวิธีการของเขาได้รับความยินยอมอย่างแพร่หลายและต่อมาได้มีนักจิตวิทยาบางท่านได้ปรับปรุงแนวคิดและวิธีการของฟรอยบางประการเสียใหม่ ซึ่งคือนักจิตวิทยากลุ่มฟรอยยุคใหม่ (Neo- Frudians) เป็นต้นว่าบุคคลต่อไปนี้


นักจิตวิทยากลุ่มฟรอยยุคใหม่

อัลเฟรด แอดเลอร์ ( Alfred Adler)
       แอดเลอร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฟรอยที่ว่าเรื่องเพศเป็นปัญหาการปรับตัวของบุคคลเขามีแนวคิดว่าการที่บุคคลรู้สึกว่าตนมีปมด้อย (Feeting of inferiority) จึงด้ใช้ความพยายามในชีวิตให้เด่นขึ้น แต่วิธีไปสู่ความเด่นของแต่ละคนต่างกันจึงทำให้บุคลิกภาพต่างกัน เช่น บางคนใช้ความมานะพยายามไปสู่ความสำเร็จ แต่บางคนเมื่อเกิดความรู้สึกด้อยจะมีกลวิธีป้องกันจิตของตนเองต่างๆ เพื่อลบล้างความรู้สึกด้อย เช่น ฝันกลางวัน โทษผู้อื่น หนีความจริง อ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง นอกจากนั้นแอดเลอร์เน้นกระบวนการแสวงหาความจริง (Ego) มากกว่ากระบวนการแสวงหาความสุขต่างๆของชีวิต แอดเลอร์เน้นการให้กำลังใจบุคคลให้เกิดความพยายามที่จะสู้ชีวิต ไม่ใช่รู้สึกเป็นศัตรูกับสังคม
       นอกจากนั้นแอดเลอร์ เป็นคนแรกที่เน้นเรื่องลำดับที่การเกิด ( Birth order) คือการเป็นลูกคนใดในครอบครัวนั้นมีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดบุคลิกภาพ เช่น ลูกคนโตจะมีความรับผิดชอบสูง เพราะบทบาทของความเป็นพี่ ส่วนลูกคนรองจะเป็นคนมีนิสัยชอบแข่งขันกับผู้อื่น เพราะชีวิตต้องแข่งขันกับพี่น้อง และมักมองคนในแง่ร้าย เนื่องจากประสบการณ์ที่ตนต้องเป็นรองพี่และต้องยอมน้อง ส่วนลูกคนสุดท้องมักจะไม่เป็นตัวของตัวเองและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตน เนื่องจากประสบการวัยเด็กที่ถูกตามใจและมีคนทำสิ่งต่างๆตลอดจนตัดสินใจให้แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยเป็นจำนวนมากทั้งของไทยและต่างประเทศที่พบว่าลำดับที่ในการเกิดไม่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพเท่ากับการอบรมเลี้ยงดูและท่าทีของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก เช่น พ่อแม่เลี้ยงลูกเหมือนกันทั้งสามคน บุคลิกภาพของเด็กอาจไม่ต่างกันมากนัก


คาเรน ฮอร์นีย์ ( Karen Horney)
       ฮอร์นีย์ มีความเห็นตรงกับฟรอยที่ว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญของชีวิตครอบครัวมีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็ก แต่ฮอร์นีย์เชื่อว่าโรงเรียนก็มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นกัน บางคนเครียดและมีความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจมาตั้งแต่วัยเด็ก
       ฮอร์นีย์ มีความเห็นว่า คนแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจ ( Need for security) ความวิตกกังวลเกิดจากการที่บุคลิกขาดความมั่นคงทางจิตใจ โดยที่เขาได้ประสบการณ์จากความสัมพันธ์อันไม่คงระหว่างเขากับครอบครัวหรือบุคคลแวดล้อมซึ่งทำให้เกิดความคิดว่าบุคคลในโลกเป็นศัตรูต่อเขาและคุกคามเขา นอกจากนั้นฮอร์นีย์ได้กล่าวไว้ว่าคนเราย่อมสร้าง “ตนในอุดมคติ” ( Ideal Seif) ไว้ซึ่งเมื่อ “ตนตามความเป็นจริง” ( real self) ไม่ตรงต่อ “ตนในอุดมคติ” คนจะเกิดความเครียด ซึ่งจะหันไปใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง เพื่อขจัดความขัดแย้งนั้นออกไป
       ดังนั้นผู้ให้บริการปรึกษาพึงช่วยเหลือผู้รับบริการ โดยพยายามให้ความเข้าใจและความอบอุ่นแก่ผู้รับบริการเพื่อให้เขาเกิดความมั่นคงด้านจิตใจ และช่วยให้เขาลบความขัดแย้งในจิตใจออกไป


แฮรี่ สแตค ซัลวิแวน ( Harry Stack Sullivan)
       ซัลวิแวน เชื่อว่าสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ( Interpersonal relation) มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ บุคคลจะพัฒนาความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง จาการที่ได้สังเกตปฏิกิริยาของบุคคลที่มีความสัมพันธภาพกับเขา ปัญหาเกิดจากการที่บุคคลพิจารณาตนเองผิดพลาดจากข้อเท็จจริงและขาดความอบอุ่นด้านจิตใจ


อีริค อีริคสัน ( Erick Erikson)
       อีริคสัน ได้อธิบายขั้นพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเน้นว่าประสบการณ์แต่ละวัยมีส่วนสำคัญต่อบุคลิกภาพ และพัฒนาการแต่ละวัยส่งผลกระทบถึงกัน จากความรู้เรื่องนี้นำไปสู่ความเข้าใจสาเหตุพฤติกรรมของบุคคลได้ละเอียดลออในทุกขั้นตอนของชีวิต
       สรุปได้ว่ากลุ่มฟรอยยุคใหม่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการคิด การรับรู้ ตลอดจนการตอบสนอง


การพิจารณามนุษย์และหลักการของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์

ผู้ให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์พิจารณามนุษย์และมีหลักการดังนี้คือ
         1. ลักษณะบางอย่างของมนุษย์ได้รับการกำหนดทางชีวภาพ ซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น ขอบข่ายสติปัญญา ลักษณะทางร่างกาย
         2. บุคลิกภาพของมนุษย์ได้รับการวางรากฐานมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งช่วงที่บุคคลได้รับประสบการณ์ต่างๆเข้ามามากมายแล้วก่อตัวเป็นบุคลิกภาพ เช่น วิธีที่บุคคลโต้ตอบสิ่งแวดล้อม เป็นคนก้าวร้าว ขี้ขลาด หรือกล้า มีความมั่นคงทางด้านจิตใจหรือไม่ขึ้นกับประสบการณ์ในวัยเด็กเป็นสำคัญ
         3. จิตใจมนุษย์เหมือนก้อนน้ำแข็ง ส่วนที่โผล่ขึ้นเหนือระดับน้ำคือส่วนของจิตสำนึก ส่วนที่อยู่ใต้น้ำคือส่วนของจิตไร้สำนึก ซึ่งทั้งสองส่วนมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของบุคคล ดังนั้นพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์ไม่เพียงแต่จะกระทำโดยรู้ตัวเนื่องจากแรงจูงใจในระดับจิตใต้สำนึก ( Conscious motive) เท่านั้น เช่น เราเรียนหนังสือเรารู้ตัวว่าเกิดจากแรงจูงใจที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มีพฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างของเราที่เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว โดยเกิดจากแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึก (Unconcious motive) เช่น เด็กบางคนขโมย อาจไม่ใช่อยากได้ของนั้น แต่อาจเกิดจากความต้องการความสนใจจากพ่อแม่ คือเมื่อสืบสวนพบว่าเขาเป็นผู้ขโมย พ่อแม่ก็หันมาสนใจเขาซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ตัวหรือไม่ตระหนักว่าการขโมยของเขานั้นเนื่องมาจากแรงผลักดันด้านความต้องการความสนใจผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องตระหนักว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจในระดับจิสำนึกและจิตใต้สำนึก
          4. บุคลิกภาพประกอบด้วยการทำงานของระบบ Id ระบบ Ego และระบบ Superego
           ระบบ Id ( Pleasure Principle) เป็นระบบที่มนุษย์แสวงหาความพอใจ เช่น ต้องการอาหาร ต้องการทรัพย์สิน ต้องการเกียรติ เมื่อเกิดความต้องการแต่ยังสนองความต้องการนั้นไม่ได้ มนุษย์จะพยายามลดความเครียดโดยใช้จิตนาการ เช่น ความหิวจะจินตนาการถึงอาหาร เป็นการพยายามสนองความปรารถนา ( Wish fulfillment ) ซึ่งฟรอยรียกว่าเป็นการพยายามสนองความปรารถนาอย่างไร้เหตุผล โดยไม่ได้นึกถึงสภาพความเป็นจริง
           ระบบ Ego (Reality Principle ) เป็นระบบแห่งความเป็นจริง เป็นระบบที่ติดต่อกับโลกภายนอก เป็นระบบที่หาวิธีสนอกความต้องการที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ เมื่อการใช้จินตนาการไม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติในสภาพเป็นจริง ระบบ Ego ก็จะแสดงบทบาทซึ่งเป็นเรื่องของการคิดอย่างมีเหตุผล เท่ากับเป็นระบบ “บริหาร” ของบุคลิกภาพ เพราะเป็นระบบที่ตัดสินว่าควรกระทำอย่างไรเพื่อให้สนองความต้องการ
         ระบบ Superego ( Conscience Principle) เป็นระบบมโนธรรม ซึ่งมนุษย์ได้รับการขัดเกลาจากสังคมให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เป็นตัวประเมินว่าการกระทำใดถูกหรือผิด ให้ทำในสิ่งที่ดี และหักห้ามใจไม่ให้ทำชั่ว
จากการทำงานของระบบทั้งสามนี้จะก่อให้เกิดบุคลิกภาพของบุคคล เช่น ถ้าบุคคลใดมีมโนธรรมสูง    
          ระบบ Superego จะเป็นตัวหลักควบคุมการแสดงออกของบุคคลนั้น เขาจะระงับการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ เช่น แม้จะมีช่องทางทุจริตเพื่อตอบสนองความต้องการด้านทรัพย์สินแต่บุคคลนั้นยังมุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นบุคลิกภาพที่เด่นชัดของเขา
ดังนั้นถ้าสามระบบทำงานประสานกันด้วยดีและมีความคงที่ ส่งผลให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขา บุคคลนั้นจะเป็นคนที่มีสุขภาพดี แต่ในทางตรงข้ามถ้าทั้งสามระบบเกิดความขัดแย้งกันจะทำให้บุคคลเกิดปัญญา เช่น บุคคลที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างความต้องการกับมโนธรรมแล้วใช้วิธีเก็บกดความต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปรับตัวไม่ได้ขึ้น
          5. ความวิตกกังวลเป็นต้นเหตุของการแก้ปัญหาอย่างไร้ประสิทธิภาพฟรอยได้แบ่งความวิตกกังวลเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
         ก. ความวิตกกังวลจากสิ่งแวดล้อม ( real or objective anxiety) สาเหตุของความกังวลมาจากสิ่งนอกตัว เช่น ตกงาน สูญเสียผู้ที่ตนรัก คาดหวังสิ่งใดแล้วกังวลว่าจะไม่ได้ตามที่คาด
         ข. ความวิตกจริต ( neurotic anxiety ) มี 3 รูปแบบดังนี้คือ
ความวิตกกังวลแบบเลื่อยลอย ( free floating from) ไม่รู้ว่าวิตกกังวลเรื่องอะไรกันแน่ มีลักษณะเลื่อนลอย สับสน เป็นความรู้สึกหวาดหลัวที่ไม่รู้แน่ชัด
ความวิตกกังวลในสิ่งที่ไม่น่าวิตก ( phobic form) เช่น กลัวที่แคบ กลัวมีดพับ วิตกกังวลกับการออกนอกบ้าน
ความวิตกกังวลอย่างรุนแรง (panic form) วิตกกังวลอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย หรือประกอบอาชญากรรม
         ค. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา (moral anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่เนื่องจากการกระทำไม่สอดคล้องกับความรู้สึกผิดชอบ - ชั่วดี จึงเกิดความรู้สึกผิดขในจิตใจ ( guilty feeling)



          6. เมื่อเกิดความวิตกกังวลจะเป็นสาเหตุให้การคิดและแก้ปัญหาของบุคคลหย่อนสมรรถภาพ ระบบ Ego ( reality principle) จะทำงานอย่างไม่ได้ผลบุคคลจะไปใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง ( defense mechanism) ซึ่งเป็นการกระทำและการคิดโดยจิตไร้สำนึก เป็นการหลอกตนเอง เป็นการบิเบือนความจริง เป็นต้นว่าใช้กลวิธีดังต่อไปนี้
การอ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง (rationalization)
          เป็นการที่บุคคลอ้างเหตุผลขึ้นมา แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง เป็นเหตุผลที่หลอกตนเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ตนเกิดความสบายใจ เช่น ใช้วิธีองุ่นเปรี้ยว(sour grape) อยากได้สิ่งใดแล้วไม่ได้ จะหลอกตนเองว่าสิ่งนั้นไม่ดี เช่น ใจจริงอยากดำรงตำแหน่งผู้บริหารแล้วไม่ได้ดี เพราะจะทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่าย หรือวิธีมะนาวหวาน (sweet lemon) ปลอบใจตนเอง คือสิ่งมีเป็นสิ่งไม่ดี แต่จะหลอกตนเองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี เช่นเป็นคนขี้ลืมก็จะอ้างเหตุผลว่าดีแล้วที่ขี้ลืมจะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจมาก
การปฎิเสธความจริง(denial of reality)
        เมื่อความจริงเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมหรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดใจก็จะปฎิเสธความจริงนั้นเช่น พ่อแม่ที่มีลูกปัญญาอ่อนแม้แพทย์จะยืนยัน พ่อก็จะยืนกรานว่าลูกไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน หรือตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าสามีนอกใจแต่ภรรยาแต่ภรรยาก็ปฎิเสธเพื่อปลอบใจตนเองว่าไม่เป็นจริง
การเพ้อฝัน(fantasy)
        เป็นการเพ้อฝันเพื่อให้ตนเองสบายใจ เช่น เพ้อฝันว่าตนเองเป็นผู้ชนะหรือประสบความสำเร็จ(conquering hero) หรือเพ้อฝันว่าตนเองเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีที่ประสบความผิดหวัง(suffering hero)แต่ในที่สุดก็มีผู้เห็นใจ
การแยกตัวเองออกต่างหาก(withdrawal)
เมื่อไม่ประสบความสำเร็จจะแยกตัวออก เช่น บางคนไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสังคมจะแยกตัวออกห่าง ไม่พูดคุยสังสรรค์กับผู้ใด


การมีพฤติกรรมถดถ้อย(regression)
           เป็นการถดถ้อยไปมีพฤติกรรมเหมือนเด็ก เช่น ถูกแม่ดุ ทำงอน ปิด ประตูขังตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตนเคยทำเทื่อเป็นเด็กแล้วมีผู้ปลอบโยน
การระบายความรู้สึกกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง(displacement)
           เป็นวิธีการที่บุคคลสร้างสถานการณ์ที่ก็ไม่ให้เกิดความรู้สึกลำบากใจหรือตึงเครียดมาแทนสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่นโดนหัวหน้าดุ โต้ตอบไม่ได้ หันมาดุลูกน้องแทน ลูกน้องจะมีสภาพเหมือนแพะรับบาป
การโยนความผิด(projection)
         การโยนความผิด เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับหมดไป เช่น ได้คะแนนไม่ดี จึงโทษอาจารย์ว่าสอนไม่ดีหรือออกข้อสอบกำกวมเป็นเหตุให้เขาเสียคะแนน
การใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองเป็นการลดความเครียดชั่วคราวแต่ไม่ใช้หนทางแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ได้แก้ที่สาเหตุของปัญหา การใช้กลวิธีป้องกันจิตใจของตนเองจะทำให้บุคคลบิดเบือนความจริง ซึ่งถ้าใช้บ่อยๆจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
          7. การให้บริการปรึกษาเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ใช่การอบรมสั่งสอน
          8.การศึกษาประวัติของผู้รับบริการ จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมในปัจจุบันและคาดคะเนพฤติกรรมในอนาคตของเขาได้
จุดมุ่งหมายของการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
         1.การให้บริการปรึกษาแบบนี้จะเป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกมาสู่ระดับจิตสำนึก เพื่อให้เข้าใจสาเหตุพฤติกรรมของตนอันจะทำให้ผู้รับบริการสามารถเปลี่ยนโครงสร้างบุคลิกภาพของเขาได้(restructuring personality)โดยมีหลักการว่าความขัดแย้งในจิตใจ ความวิตดกังวล และกลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง จะเป็นอุปสรรคต่อความคิดอ่านของผู้รับบริการและทำให้ไม่สามารถเข้าใจตนเองและไม่สามารถติดต่อกับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจความขัดแย้งในจิตใจ ความวิตกกังวล และกลวิธีป้องกันตนเองจะช่วยให้ผู้บริการมองสภาพการณ์ต่างๆในชีวิตด้วยสายตาใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมใหม่
          2.การลดความวิตกกังวลของผู้รับบริการเพื่อให้ระบบเหตุผลในการพิจารณาสิ่งต่างๆตามข้อเท็จจริง(ego)เข้มแข็งขึ้นทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล(rational process) ลดการใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองลง
           ถ้าผู้รับบริการลดความรู้สึกถูกคุกคามด้านจิตใจลง พลังงานที่ใช้ในกลวิธีป้องกันจิตใจจะลดลง จะได้นำพลังงานไปใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น ถ้าการให้บริการปรึกษาได้ผล ผู้ให้บริการปรึกษาจะเข้าใจว่าวันนี้ที่เขาหงุดหงิดเพราะได้ต่อสู้กับปัญหาในการทำงานมามาก หรือที่เขาตีลูกโดยปราศจากเหตุผลเพราะเขาต้องต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเขาอยู่
         3. ทำให้สุภาพจิตของผู้รับบริการดีขึ้น จุดประสงค์ของการให้บริการปรึกษาคือ การช่วยบุคคลในการแก้ปัญหา และเกิดการสบายใจขึ้นหลังจากนั้น ช่วยให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวา ส่งผลต่อมนุษยสัมพันธ์ของเขาด้วย
        4. การให้บริการปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักและพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างกว้างขว้างขึ้น
การนำจิตวิเคราะห์ไปใช้ในการให้บริการปรึกษา
          เนื่องจากฟรอยได้ใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในการบำบัดผู้ป่วยรักษาผู้ป่วยโรคจิตโรคประสาท และต่อมาผู้ให้บริการปรึกษาได้นำแนวความคิดและกลวิธีของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ไปใช้ในการให้บริการปรึกษาดังนี้คือ
        1. นำทฤษฎีไปใช้เพื่อทำการเข้าใจโครงสร้างของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ เช่น เด็กที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง อาจมีความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก การสืบประวัติจะทำให้ตีความหมายพฤติกรรมของเด็กผู้นั้นได้แม่นขึ้นซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาควรอธิบายสิ่งเหล่านี้แก่ครูและผู้ปกครองของเด็ก
        2. นำกลวิธีของจิตวิเคราะห์ไปใช้ในให้บริการปรึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้รับบริการลดความวิตกกังวล ระบบเหตุผลในการพิจารณาสิ่งต่างๆตามข้อเท็จจริงจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง กลวิธีต่างๆที่ใช้มีดังนี้
การแสดงมโนภาพโดยเสรี ( Free Imagery)
         ผู้ให้บริการปรึกษาจะให้ผู้รับบริการอยู่ในอิริยาบถที่ผ่อนคลาย และเล่าความนึกคิดออกมาอย่างเสรี ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ระบายอารมณ์ ได้ผ่อนคลาย ให้เขาได้เล่าทุกอย่างที่อยู่ในความคิด ความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ไร้สาระหรือไร้เหตุผลก็ตาม ซึ่งสัมธภาพระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการจะต้องดีอย่างยิ่ง จนทำให้ผู้รับบริการไว้วางใจที่จะเล่าสิ่งต่างๆที่อยู่ในจิตใจเขาออกมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในจิตใจหรือแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกต่างๆที่ซุกซ่อนไว้ เป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกที่ถูกเก็บกดออกมาให้ปรากฏ
การตีความหมาย ( Interpretation)
          ผู้ให้ริการปรึกษาจะตีความหมายคำพูด การคิดคำนึง ความรู้สึก และเรื่องเราของผูรับบริการเป็นต้นว่า ในระหว่างการแสดงมโนภาพโดยเสรี ผู้ให้บริการปรึกษาจะพิจารณาว่าผู้รับบริการพูดอะไรซ้ำๆบ้าง หรือใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองแบบใด เพื่อจะได้นำไปพิจารณาหาสาเหตุของปัญหา
           นอกจากนั้นการตีความหมายยังรวมถึงการที่ผู้ให้บริการปรึกษาชักชวนให้ผู้รับบริการได้รวบรวมความคิด ความรู้สึก เพื่อตีความหมายสภาพการต่างๆด้วยตนเอง
ตัวอย่าง
          ผู้ให้บริการปรึกษา “คุณพูดว่าผมเหมือนตำรวจที่เฝ้าแต่ตรวจสอบคุณเมื่อ 1 นาทีก่อนหน้านี้คุณเล่าว่าคุณพ่อโกรธคุณ พ่อจ้องหน้าคุณโดยไม่พูดอะไรสักคำ เมื่อคุณฉวยเอารถคุณพ่อไปขับโดยไม่ขออนุญาต คุณจะพูดถึงความรู้สึกของคุณที่มีต่อผมและคุณพ่อของคุณได้ไหมครับ”
การวิเคราะห์ความฝัน ( Dream Analysis)
         ผู้รับบริการอาจเล่าความฝันให้ผู้รับบริการปรึกษาฟัง แล้วผู้ให้บริการปรึกษาจะวิเคราะห์ความฝันของผู้รับบริการ โดยยึดว่าหลักของความฝันเป็นสัญลัษณ์ ( Symbols) ของแรงจงใจในระดับจิตไร้สำนึก อาจเป็นความปรารถนา ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เช่น ความกลัว ความกังวล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตีความหมายสัญลักษณ์นั้นไปในลักษณะตายตัว เช่น งูอาจเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ หรืออาจเป็นสัญลัษณ์ของกาเที่ยวป่าก็ได้
ตัวอย่างวิเคราะห์ความฝัน
         นิสิตหญิงปีที่ 1 หลังจากสอบกลางภาค เธอมีผลสอบต่ำมาก ซึ่งเธอเกรงว่าจะดึงเกรดสูงขึ้นไม่ได้ เธอเล่าว่าระยะนี้เธอฝันร้ายอยู่เรื่อย เช่น ฝันว่าเข้าไปในป่าพบสิงห์สาราสัตว์ที่น่ากลัว คอยขบกัดเธอ ตื่นขึ้นมาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา มีเหงื่อออกทั่วตัว
          ผู้ให้บริการปรึกษาวิเคราะห์ความฝันของเธอว่า สัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลายที่คอยขบกัดเธอในความฝัน เปรียบเหมือนข้อสอบยากๆทำให้เธอกลัวมาก ซึ่งการฝันเช่น นั้นเพราะเธอกังวลว่าจะสอบไม่ผ่าน จะไม่สามารถดึงเกรดให้สูงขึ้นมา เธอกังวลว่าจะถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัย ซึ่งยอมรับไม่ได้
การวิเคราะห์การถ่ายทอดอารมณ์ ( Analysis of transference)
         การที่เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับใครในทันทีทันใดที่เรารู้จักเขา อาจเป็นการที่เราถ่ายทอดความรู้สึกไม่ชอบผู้ใดในอดีตมาสู่ผู้นั้น การวิเคราะห์การถ่ายทอดอารมณ์เป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกออกมา
ตัวอย่างที่ 1
         “ตอนนี้เหมือนคุณรู้สึกไม่พอใจที่พูดคุยกับผม คุณอาจเกิดความรู้สึกที่ไม่อยากพูดกับผม เป็นเพราะผมไปพูดสะกิดถึงผู้หนึ่งผู้ใดในอดีตของคุณใช่ไหม”
ตัวอย่างที่ 2
          สมมติว่าผู้รับบริการมีปัญหาเกี่ยวกับสัมธภาพในครอบครัว เขาแค้นเคืองน้องของเขามาก ในระหว่างการสนทนา ผู้รับบริการอาจหันไปตวาดผู้ให้บริการปรึกษาว่า “อย่ามายุ่ง” เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ที่ผู้รับบริการมีในอดีตกับน้อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการช่วยดึงแรงจูงใจในระดับจิตสำนึก ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดจากการเก็บกด
การใช้ไหวพริบจับประเด็นคำพูดและสิ่งที่พลั้งปาก (Use of paraphrases and Wit )
           ผู้ให้บริการปรึกษาจะสังเกตผู้ให้บริการพลั้งปากออกมา เป็นเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึก เช่น พลั้งปากออกมาว่า เกลียดแม่แล้วรีบแก้ว่าไม่ใช่
ผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องใช้ไหวพริบ สรุปคำพูด จับประเด็น แล้ววิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
         3. ในการดำเนินการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ ครั้งแรกผู้ให้บริการจะช่วยให้ผู้บริการเกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจว่า ผู้ให้บริการปรึกษาพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ให้ความอบอุ่น และควรชี้แจงให้ผู้รับบริการว่าทราบว่าการแก้ปัญหาของผู้รับบริการไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ให้บริการปรึกษาและผู้รับบริการจะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่
ผู้รับบริการมักจะรู้สึกว่าตนผิดปกติ และต้องการหลุดพ้นจากความวิตกกังวลที่รบกวนจิตใจอยู่ ซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาควรแสดงให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด หรือเหลือความสามารถที่จะแก้ได้
ผู้ให้บริการปรึกษาจะสนับสนุนให้ผู้รับบริการเปิดเผยอย่างเต็มที่ จะเก็บความลับ จริงใจ และสนใจที่จะช่วยเหลือผู้รับบริการอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น ผู้ให้บริการปรึกษาจะพยายามช่วยให้ผู้รับบริการมั่นใจว่าตนสามารถช่วยผู้รับบริการได้ ถ้าผู้รับบริการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
         4. การสิ้นสุดการให้บริการปรึกษา จะกระทำต่อเมื่อผู้ให้บริการปรึกษาสังเกตว่าผู้รับบริการเลิกบ่นพูดถึงประสบการณ์ในอดีต และมีสัมธภาพแบบปกติกับผู้ให้บริการปรึกษาได้แล้ว คือ พูดจามีเหตุผล ใช้สติปัญญาใคร่ครวญเหตุการณ์ต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการผู้ให้บริการปรึกษาจิตแบบวิเคราะห์
ผู้รับบริการเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี มาหาให้ผู้บริการปรึกษาเอง โดยเล่าให้ฟังว่าเขาไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นผู้จัดการบริษัท ผู้รับบริการมีน้องสาวคนหนึ่ง ซึ่งอายุอ่อนกว่าเขา 3 ปี ผู้รับบริการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ห่างจากภูมิลำเนาเดิม เขามีโอกาสกลับบ้านตอนปิดภาคเท่านั้น ผู้รับบริการบอกว่าเขารู้สึกห่างเหินจากพ่อ
        ที่ตัดตอนมาเป็นตัวอย่างนี้ เป็นระยะที่ผู้รับบริการไม่ค่อยพูดหรือแสดงความรู้สึก ดังนั้นผู้ให้บริการปรึกษาจึงใช้กลวิธีให้ผู้รับบริการแสดงมโนภาพเสรี ( free imagery) เพื่อดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกออกมา แล้วนำมาอภิปรายกัน ซึ่งจะมีการตีความหมายด้วย จากการตีความหมายของผู้ให้บริการปรึกษาวินิจฉัยว่าผู้รับบริการต้องการความรักจากพ่อ และต้องการให้พ่อเป็นแบบอย่าง
ตัวอย่าง
ผู้ให้บริการปรึกษา : ให้นั่งพิงอย่างสบาย หลับตา แล้วเล่าว่านึกถึงหรือเห็นอะไรบ้าง ขอให้เล่าให้ ฟังให้หมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม
ผู้รับบริการ : ผมกับแม่เดินจูงมือกันเข้าไปในป่า ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มืดครึ้ม มีแสง อยู่นิดเดียว ผมอยากสำรวจทางอีกแต่ผมก็กลัว และรู้ว่าแม่ก็คงไม่ไปกับผม ในที่สุดผมหลุดมือไปจากแม่และท่องเทียวไปในป่าอย่างลำพัง เป็นทาง แคบๆและในที่สุดก็หลงทาง ผมรู้สึกกลัวและตกลงไปในโครนดูด รู้สึกก้าว เท้าไม่ออก (เงียบสักครู่)
ผู้ให้บริการปรึกษา : ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือจะมีคนมาช่วย(ผู้ให้บริการปรึกษาขัดจังหวะ เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการเกิดความเครียดมากเกินไปและเพื่อให้การแสดงมโน ภาพได้ดำเนินต่อไป)
ผู้รับริการ : มีผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เดินมาที่ผมเงียบๆแล้วดึงผมขึ้นจากหลุม เมื่อ ผมขึ้นมาจากหลุมแล้วผมปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วปอกเปลือกไม้ตามกิ่งออก ชายคนนั้นนั่งรออยู่ข้างล่าง ในที่สุดผมก็ลงมาจากต้นไม้ มันเงียบมากไม่มี เสียงเลย ผมมีความรู้สึกเหมือนพูดไม่ออกรู้สึกแปลกๆ ผมกับชายคนนั้น ไม่ได้พูดอะไรกันเลย
ผู้ให้บริการปรึกษา : หลับตาให้สนิท และทำตัวทำใจให้สบายอาจารย์จะให้ดินสอกับปากกาคุณ (ผู้ให้บริการปรึกษาคิดว่าจะต้องค้นพบความรู้สึกต่อต้านของผู้รับบริการและ เข้าใจความรู้สึกของผู้รับบริการที่อยู่เบื้องหลังความไม่สามารถในการสื่อ ความหมายของเขา )
ผู้รับบริการ : ครับ ผมรับดินสอกับกระดาษแล้ว และยื่นส่งให้ชายคนนั้น เขาก้มลงเขียน ข้อความลงไปแล้วส่งให้ผมแต่กระดาษนั้นพับพับอยู่ทำให้ผมไม่เห็นข้อความ นั้น ผมอยากลืมตา ผมรู้สึกอยากวิ่งหนี
ผู้ให้บริการปรึกษา : อาจารย์เข้าใจ หลับตาลง คุณเห็นกระดาษนั้นหรือยัง
ผู้รับบริการ : ครับ แต่มันยังคงพับอยู่ มันอยู่ในมือผม กระดาษนั้นยังขาวสะอาด
ผู้ให้บริการปรึกษา : ลองเปิดอ่านดูซิ
ผู้รับบริการ : มีข้อความว่า “ฉันต้องการคุณ” (เงียบไปนาน) ผมรู้สึกอยากร้องตะโกน ออกมาอยากร้องไห้.....
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกโกรธและสะเทือนใจแค่ไหนต่อจากนั้นก็ดำเนินการให้ การปรึกษาในลักษณะการสนทนาตามปกติ
ผู้ให้บริการปรึกษา : เอาละ
ผู้รับบริการ : เรามาตรงประเด็นแล้วใช่ไหมครับ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ใช่ครับ ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
ผู้รับบริการ : อาจารย์คงรู้แล้วใช่ไหมว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ผู้ให้บริการปรึกษา : ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก อาจารย์คิดว่าคุณมีความรู้สึกเครียดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณมีความรู้สึกทั้งโกรธและสะเทือนใจ
ผู้รับบริการ : ผมคิดว่าถูกแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้ให้บริการปรึกษา : เป็นความรู้สึกที่คุณมีมานานแล้ว
ผู้รับบริการ : ครับ ( พยักหน้า)
ผู้ให้บริการปรึกษา : มีอะไรที่สำคัญกว่านั้นที่คุณยังไม่ได้บอกอาจารย์หรือเปล่า มันอาจจะยากสัก หน่อยที่จะบรรยายออกมา
ผู้รับบริการ : ครับ อาจารย์จำเรื่องที่ผมเล่าให้อาจารย์ฟังเกี่ยวชายคนหนึ่งที่นั่งรอผมอยู่ใต้ ต้นไม้ได้หรือเปล่า
ผู้ให้บริการปรึกษา : ครับ
ผู้รับบริการ : เขาเดินวนไปมารอบๆ
ผู้ให้บริการปรึกษา : เหมือนกับว่าเขาหงุดหงิด หรือทนอะไรไม่ได้ใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ไม่ใช่ แต่เป็นกิริยาที่เขาทำเสมอ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมเข้าใจละ เล่าต่อไป
ผู้รับบริการ : เขาเดินวนเหมือนที่พ่อขอบทำ แต่ไม่ใช่เพราะหงุดหงิดหรือขุ่นเคือง มันก็ เหมือนที่อาจารย์ชอบทำ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมไม่รู้ตัวมาก่อนว่าผมชอบเดินวนไปมาจนกระทั่งคุณบอก ตอนนี้มีสาม ประเด็นคือ ชายคนนั้นในจินตนาการ คุณพ่อของคุณ และผมมีอะไรเกี่ยว โยงระหว่างบุคคลทั้งสามบ้าง
ผู้รับบริการ : อาจารย์มีบางอย่างคล้ายพ่อของผม ไม่ใช่แค่เรื่องเดินวนไปมา ตอนที่ผมจะ ออกจากประตูแล้วอาจารย์ตบไหล่ผมจำได้ไหม
ผู้ให้บริการปรึกษา : ครับ
ผู้รับบริการ : ผมรู้สึกอยากให้อาจารย์โอบไหล่ผม อยากให้อาจารย์กอดผม ฟังดูเหมือน คนบ้าไหมครับ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่แน่ๆคุณจะรู้สึกพอใจถ้าอาจารย์ทำอย่างนั้นกับคุณใช่ ไหม เหมือนกับที่พ่อเคยทำกับคุณใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ผมอยากให้พ่อทำบ่อยกว่านั้น ผมรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมกับพ่อห่าง กัน หรือมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ผู้ให้บริการปรึกษา : มีความรู้สึกเหมือนในจินตนาการที่เล่าให้ฟังใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ครับ ผมรู้สึกอยู่เรื่อยว่าถ้าพ่อจะอยู่ใกล้ชิดกับผมเหมือนที่ผมต้องการคงจะ ทำให้ผมมีความสุข แต่พ่อไม่เคยทำ หรือไม่มีท่าที่จะทำเช่นนั้น (ถอนหายใจ ลึกๆ)
ผู้ให้บริการปรึกษา : คุณต้องการได้รับความรักจากพ่อเหมือที่คุณรักพ่อ แต่ไม่ได้รับสิ่งนี้ นี่เป็น เหตุผลที่คุณเห็นข้อความในกระดาษจากจินคนาการว่า “ ผมต้องการคุณ”
ผู้รับริการ : ใช่ครับ ผมอยากให้พ่อแสดงความรักต่อผม
ผู้ให้บริการปรึกษา : อาจารย์เข้าใจ
หมายเหตุ จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการได้เข้าใจพฤติกรรมของตนเอง และในขั้นตอนต่อไปผู้ให้บริการปรึกษาได้ส่งเสริมให้ผู้รับบริการมีความเป็นตัวของตัวเอง มีค่านิยมของตนเอง ไม่ต้องอิงอยู่กับพ่อแม่เหมือนเด็กเล็กๆอีกต่อไป
คำวิจารย์การให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
ได้มีผู้วิจารย์การให้บริการปรึกษาแบบวิเคราะห์ไว้ดังนี้คือ
ข้อดี
       1. จิตวิเคราะห์เป็นทฤษฎีแรกที่เสนอแนวคิดว่าพฤติกรรมของมนุษย์อาจได้รับการกระตุ้นจากแรงผลักดันในระดับจิตไร้สำนึกซึ่งเขาไม่รู้ตัว
       2. แนวคิดของจิตเคราะห์เรื่องประสบการณ์ในวัยเด็กนั้นมีผู้นำไปใช้มากและช่วยกระตุ้นให้มีผู้ทำวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป
       3. จิตวิเคราะห์ได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดความกังวลอย่างละเอียดและอธิบายถึงกระบวนการให้ความช่วยเหลือด้วยกลวิธีต่างๆ
       4. จิตวิเคราะห์เน้นว่า การบำบัดรักษาไม่ใช่การอบรมสั่งสอน
       5. จิตวิเคราะห์เป็นวิธีการที่มีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับเทคนิคหรือกลวิธีเป็นอย่างมาก
       6. กลวิธีทางจิตวิเคราะห์เหมาะสำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ลึกซึ้ง จะต้องมีการปรับโครงสร้างของบุคลิกภาพใหม่
       7. การให้การปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์เป็นทฤษฎีที่อธิบายกระบวนการทางจิตอย่างละเอียดลออ ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายแขนง เช่น วรรณคดี ศิลปะ ดนตรี มนุษยวิทยาและสังคมวิทยา
ข้อจำกัด
       1. จิตวิเคราะห์มองมนุษย์ในแง่ร้าย โดยคิดว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าเกลียด มนุษย์เป็นทาสแห่งความต้องการของตนเอง
       2. จิตวิเคราะห์เน้นประสบการณ์ในวัยเด็กมากเกินไป ซึ่งทำให้ดูเหมือนดูถูกว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถ ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง ไม่มีศักดิ์ศรี และไม่มีเสรีภาพ ต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามประสบการณ์ที่ได้รับมา หรือสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลมากเกินกว่าที่จะควบคุมวิถีชีวิตของตนเองได้
       3. จิตวิเคราะห์ไม่ได้ให้เกียรติในความมีเหตุผล หรือการใช้วิจารณญาณของมนุษย์


สรุปความ
       ทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ เน้นการช่วยบุคคลที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์อันเนื่องมาจากประสบการณ์ จุดประสงค์คือ การช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจพฤติกรรมของตนเองทั้งในระดับจิตสำนึกและไร้สำนึก เพื่อจะได้หาทางแก้ปัญหาหรือปรับปรุงตนเอง โดยยึดหลักว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องตกเป็นทาสของประสบการณ์ในอดีตต่อไป ผู้ให้บริการปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการได้ใช้ศักยภาพและแหล่งความช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อมในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพของตนเอง
ทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบนี้ได้ใช้หลักการของจิตวิเคราะห์ โดยเฉพาะหลักการที่ว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์มีแรงผลักดันที่จะแสวงหาความพึงพอใจสู่ตนเอง ซึ่งมนุษย์จะต้องปรับตัวให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการกับสภาพความเป็นจริงและศีลธรรมจรรยาของสังคม ผู้ให้บริการปรึกษามีบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญในการช่วยให้บุคคลไปสู่ภาวะสมดุลย์และช่วยให้ชนะความอ่อนแอหรือความต้องการของตน ช่วยให้เขาคิดอย่างมีเหตุผล และสำรวจได้ว่า แจงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกของตนคืออะไร คือช่วยให้ผู้รับบริการทราบถึงสาเหตุแห่งการปรับตัวไม่ได้ของเขาซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจตนเอง และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงความคิด ผู้ให้บริการปรึกษาจะเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้ระบายความรู้สึกเก็บกดในวัยเด็กออกมา และแทนที่ด้วยความคิดอย่างมีเหตุผลตามระบบแห่งความเป็นจริง
       ผู้ให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ จะปรับกระบวนการให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน มีทั้งกลวิธีที่แสดงถึงการยอมรับ การเข้าใจความรู้สึกและเนื้อหาบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร ตลอดจนถึงกลวิธีดึงแรงจูงใจที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึกของผู้รับบริการออกมาให้ปรากฏ
       ข้าพเจ้ามีความคิดว่า ผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะในการใช้กลวิธีของจิตวิเคราะห์อาจจะมีข้อจำกัดในการนำกลวิธีเหล่านั้นไปใช้ในการให้บริการปรึกษา แต่หลักการของทฤษฎีจิตวิเคราะห์มีประโยชน์มากในการช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้รับบริการ ทฤษฎีนี้เป็นต้นฉบับในการอธิบายการใช้กลวิธีการป้องกันจิตใจตนเองของบุคคล และพฤติกรรมจิตไร้สำนึก นอกจากนั้นการทำความเข้าใจอดีตของผู้รับบริการจะช่วยให้เข้าวิถีชีวิตของเขา เพื่อจะได้หาทางช่วยผู้รับบริการให้พัฒนาขึ้นด้วยวิธีการอันเหมาะสมต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฏีว่าด้วยเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมของอัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis)กลุ่มที่3

ทฤษฏีว่าด้วยเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม

การให้คำปรึกษา (Counseling)
กระบวนการทำความกระจ่างเกี่ยวกับปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อให้บุคคลนั้นมีความสามารถที่จะรับผิดชอบอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและนำไปจัดการด้วยตนเอง
สาระสำคัญของการให้คำปรึกษา
􀂌 เป็นกระบวนการ
􀂌 ช่วยเหลือบุคคลที่ประสบปัญหา
􀂌 นำไปสู่การเผชิญปัญหาด้วยความมั่นใจ สู่ความงอกงาม

อัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis) ผู้สร้างทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม หรือที่เรียกว่า Rational Emotive Behavior Therapy (REBT). REBT มองว่า ความเชื่อ การประเมิน ปรัชญาของบุคคลเป็นตัวควบคุมความรู้สึกของบุคคลและก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์มากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก. เอลลิสมองว่า การเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเป็นหนทางนำไปสู่การสุขภาพจิตดี ซึ่งเขาได้นำเสนอหลักการดังกล่านี้เป็น ครั้งแรกในปี 1950 และกลายมาเป็นพื้นฐานของการบำบัดแบบเน้นความคิดทั้งมวลในปัจจุบัน.

อัลเบิร์ต เอลลิส เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1913 ที่เมืองพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา เขาเป็นพี่ชายคนโตในพี่น้อง 3 คน น้องชายคนรองอายุห่างจากเขา 2 ปี และน้องสาวคนเล็กอายุห่างจากเขา 4 ปี ครอบครัวเลลิสซึ่งมีเชื้อสายยิว. พ่อของเอลลิสเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสมเร็จพอสมควร การเดินทางติดต่อธุรกิจทำให้พ่อของเอลิสห่างเหินจากครอบครัวและไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูกมากนัก
เอลลิสได้เล่าถึงแม่ของเขาว่าเป็นคนที่ชอบสาละวนอยู่กับตนเองและอารมณ์เปลี่ยนง่ายและชอบเอะอะเอ็ดตะโรหากใครไปขัดใจเข้า. เอลลิสเล่าว่า บ่อยครั้งที่ลูกๆไปโรงเรียนแล้วแม่ก็ยังไม่ตื่น และแม่ยังไม่กลับบ้านเมื่อเขาและน้องๆกลับมาจากโรงเรียน. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เอลลิสในฐานะพี่ชายคนโตจึงต้องทำหน้าที่ดูแลน้องๆไปโดยปริยาย เขาลงทุนซื้อนาฬิกาปลุกด้วยเงินของตนเองเพื่อจะใช้ปลุกตนเองและน้องๆเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน. แม้ว่าความสมัพันธ์ในครอบครัวจะดูเหมือนห่างเหินกันแต่ก็ไม่ถึงขนาดจะทำให้เขาและน้องรู้สึกซึมเศร้า ตรงกันข้ามมันเหมือนกับสถานการณ์บังคับให้เอลลิสและน้องๆพยายามหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว.
เอลลิสในช่วงวัยรุ่น ไม่ค่อยจะมีสุขภาพแข็งแรงนัก หลายครั้งที่เขาต้องเจ็บป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล. ตอนอายุ 5 ขวบ เอลลิสต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมีโรคเกี่ยวกับไตและมีปัญหาเกี่ยวกับต่อทอลซิลถึงขนาดต้องผ่าตัด เอลลิสเล่าว่า ช่วงอายุ 5-7 ขวบ เขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 8 ครั้ง ในการป่วยครั้งหลังๆ พ่อแม่ได้ให้ความใส่ใจเขามากนัก ไม่มีแม้แต่คำปลอบโยนหรือให้กำลังใจ เหตุการณ์ดังกล่าทำให้เอลลิสได้เรียนรู้ที่จะเผชิญโชคร้ายด้วยตนเองโดยไม่คาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นจนกินไป.
เอลลิสเข้าสู่งานด้านจิตวิทยาคลินิกหลังจากจบการศึกษาด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค โดยหลังจบการเขาทำงานด้านธุรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งทำให้เขาต้องกลับคิดใหม่คิดว่า บางทีเขาอาจจะเหมาะกับงานเขียนแนวอื่นมากกว่านวนิยายก็ได้ เขาจึงเบนไปสร้างงานเขียนเกี่ยวกับปัญหาเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักพอสมควรที่เดียว. ด้วยเหตุที่ไม่มีนักเขียนแนวนี้มากนักทำให้ทำให้เขาต้องแสวงหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในด้านนี้. การต้องขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆทำให้เขางานเขียนของเขาได้รับการตอบรับและทำให้เขาพบว่า สายงานด้านจิตวิทยาคลินิกเป็นงานหนึ่งที่เขาน่าจะทำได้ดี.
ปี 1942 เอลลิสเข้าเรียนปริญญาเองด้านจิตวิทยาคลินิก ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเข้ารับการฝึกฝนเป็นนักจิตวิทยาสายจิตวิเคราะห์. นับตั้งแต่จบปริญญาโทด้านจิตวิทยาคลิก จากวิทยาลัยครูโคลัมเบีย ในเดือนมิถุนายน ปี 1943 หลังจบการศึกษาเอลลิสก็เริ่มทำงานล่วงเวลาไปด้วยในระหว่างเรียนปริญญาเอกไปพร้อมกัน เป็นไปได้ว่าช่วงนั้น นิวยอร์คยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับใบประกอบวิชาชีพนักจิตวิทยา.
เอลลิสเริ่มพิมพ์เผยแพร่งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ก่อนที่เขาจะจบปริญญาเอก. ยกตัวอย่างงานเขียนไปปี 1946 เขาได้เขียนวิจารณ์ความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบบุคลิกภาพแบบใช้ปากาและดินสอ. เขาสรุปว่า แบบทดสอบบุคลิกภาพ Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) เท่านั้นที่มีมาตรฐานพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยได้.
หลังจากจบปริญญาเอก เอลลิสเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักจิตวิเคราะห์. เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาส่วนใหญ่ในสมัยนั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์. ในระยะเวลาสั้นหลังจบปริญญาเอกในปี 1947 เข้ารับการวิเคราะรายบุคคลกับริชาร์ด ฮัลเบค(Richard Hulbeck) ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากสถาบันคาเรน ฮอร์นาย. ฮอร์นายเป็นที่คนที่มีอิทธิพลแนวคิดอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของ อัลเฟรด แอดเลอร์ อีริคฟรอมม์ และแฮร์รี สแตก ซัลลิแวน.
จากการมีประสบการณ์ การอ่านของเขาที่ได้รับอิทธิพลอย่างมาก และธรรมชาติของจิตวิเคราะห์ที่มี่ได้มีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ทำให้เขาแยกตัวเองออกมาจากจิตวิเคราะห์ และเรียกตัวเองใหม่ว่า นักจิตวิเคราะห์แบบเน้นเหตุผล ในปี 1953. มาถึงตอนนี้ เอลลิสอุทิศตนให้กับการพัฒนาการบำบัดแบบใหม่ที่เขามองว่าเป็นเชิงรุกและตรงเป้ามากกว่า.
ในปี 1955 เขาได้เผยแพร่การบำบัดแบบใหม่ที่เรียกว่า การบำบัดแบบเน้นเหตุผล และอารมณ์ ซึ่งเน้นให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจและแสดงพฤติกรรมตามที่เข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาซึ่งประกอบไปด้วย ความเชื่อซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทางอารมณ์. แนวคิดดังกล่าวนี้ เน้นการทำงานเพื่อเพื่อเปลี่ยนแปลง ความเชื่อและพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อตนเอง โดยการทำให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจความไม่สมเหตุสมผลและความจำกัดของความเชื่อและพฤติกรรมดังกล่าว.

ปีถัดมา เอลลิสเริ่มสอนเทคนิคใหม่ของเขาให้กับนักบำบัดคนอื่นๆ โดยปี 1957 ได้ตั้งกรอบแนวคิดของทฤษฎีบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมขึ้นมาอย่างเป็นทางการโดยเสนอว่า ผู้บำบัดจะช่วยผู้คนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเขาในรูปของการรักษาโรคประสาท. สองปีต่อมา เอลลิสได้เขียนหนังสือชื่อ How to Live with a Neurotic ซึ่งนำเสนอแนวคิดทฤษฎีที่ละเอียดมากขึ้น. ปีต่อมาเขาได้นำเสนอแนวคิดใหม่นี้ในงานประชุมของ สมาคมจิตวิทยาอเมริกันที่ชิคาโก. ในสมัยนั้น จิตวิทยาการทดลองจะสนใจแนวคิดพฤติกรรมนิยม และจิตวิทยาคลินิกแนวคิดจิตวิเคราะห์ เช่นของ ฟรอยด์ จุง แอดเลอร์ และเพิร์ล เป็นต้น”

แม้ว่าแนวคิดของเอลลิสจะเน้นวิธีการเกี่ยวความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่จุดเน้นด้านความคิดของเขาก็กระตุ้นบุคคลด้วยข้อยกเว้นที่เป็นได้ของนักจิตวิทยาแนวแอดเลอร์. เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะได้รับการต่อต้านในการประชุมเชิงวิชาชีพและในงานเขียน น่าสนใจว่า ในการประชุมของสมาคมจิตวิทยาอเมริกาหลายครั้ง เฟเดอริก เพิร์ล ผู้ตั้งการบำบัดแนวเกสตัลมักจะอ้างถึงแนวคิดความเป็นเหตุผล(Rationality)ของเอลลิสในเชิงเหน็บแนม แต่ก็ไม่เคยเหน็บแนมเรื่ององค์ประกอบด้านประสบการณ์และพฤติกรรมของทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผลและอารมณ์เลย.
อัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis) ผู้สร้างทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม หรือที่เรียกว่า Rational Emotive Behavior Therapy (REBT). REBT มองว่า ความเชื่อ การประเมิน ปรัชญาของบุคคลเป็นตัวควบคุมความรู้สึกของบุคคลและก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์มากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก. เอลลิสมองว่า การเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเป็นหนทางนำไปสู่การสุขภาพจิตดี ซึ่งเขาได้นำเสนอหลักการดังกล่านี้เป็น ครั้งแรกในปี 1950 และกลายมาเป็นพื้นฐานของการบำบัดแบบเน้นความคิดทั้งมวลในปัจจุบัน.

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม
เป็น กระบวนการของสัมพันธภาพในการช่วยเหลือแบบกลุ่มที่ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ที่ไม่พึงพอใจไปสู่ความคิดความเชื่อที่มีเหตุผล โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกได้สำรวจอารมณ์ที่ไม่เป็นสุขของตนเองเพื่อให้สมาชิกตระหนักว่าอารมณ์ที่ไม่เป็นสุขของตนเกิดจากความคิดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล และเปลี่ยนความคิดความเชื่อของตนโดยผ่านกระบวนการของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันของสมาชิก ให้สมาชิกได้ร่วมมือกันฝึกการใช้ความคิดความเชื่ออย่างมีเหตุผล สามารถยอมรับความเป็นจริงในการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนมัธยม) พบว่านักเรียนที่ได้เข้าร่วมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม มีคะแนนความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมหลังการเข้าร่วมการปรึกษาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมการปรึกษา แสดงให้เห็นว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมสามารถทำให้กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลให้เป็นความคิดที่มีเหตุผล อันส่งผลให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมมากขึ้น





การคิดและพฤติกรรม
ไม่น่าเชื่อว่าการคิดของคนทำให้เกิดได้ทั้งความทุกข์ และความสุขได้ คนที่จิตใจไม่ดีก็มักจะคิดให้ตัวเองเป็นทุกข์ได้ จิตใจที่ดีก็คิดให้ตัวเองเป็นสุขได้ ที่เรามักได้ยินกันมากเช่นการคิดในเชิงบวก หรือคิดในสิ่งที่ดีๆ ให้กับตนเอง แม้จะมีวิกฤติหรือเหตุการณ์จะเลวร้ายอย่างไรก็ยังรักษาสมดุลย์แห่งจิตใจไว้ได้ และคิดให้เป็นโอกาสที่จะทำอะไรที่ท้าทาย ถ้าคิดไม่ดีบ่อยๆ อาจจะทำให้จิตใจหดหู่ซึมเศร้า หมดกำลังใจได้ จริงแล้วก็อยู่ที่การกระทำของตัวเอง ถ้าหากพิจารณากันตามหลักเหตุผล
ในทางจิตวิทยา ตามทฤษฏีทางพฤติกรรมศาสตร์คิดขึ้นโดยนักจิตวิทยา อัลเบิร์ต แอลลิส (Albert Ellis) ที่เรียกว่าทฤษฏี ABC โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อมี A เป็นความคิด ตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้า แล้วเกิดความรู้สึก อารมณ์ (B) และ C เป็นผลของอารมณ์ ที่ตอบสนอง หรือพฤติกรรมอาจมีได้ทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม จากทฤษฎีนี้สรุปแนวคิดได้คือ
ความคิด —>ความรู้สึก—>พฤติกรรม
เช่นได้ยินเสียงระเบิดดัง จะมีความคิดเกิดขึ้นว่าอะไรเป็นสาเหตุ ได้หลายอย่าง เช่นเกิดจากผู้ก่อการร้ายวางระเบิด ลูกโป่งระเบิด งานฉลองจุดพลุ เป็นต้น แต่ละรายการอาจรู้สึกกลัว เฉยๆ หรือครื้นเครงเป็นต้น อาจจะก่อให้เกิดพฤติกรรมวิ่งหลบไปในที่ปลอดภัย ไปเตรียมอาวุธ ออกไปดู เป็นต้น จากทฤษฎีพอสรุปได้ว่าสุขทุกข์ อยู่ที่การคิด คิดอะไรได้อย่างนั้น แล้วเราจะคิดในทางสร้างสรรค์ คิดแต่ในสิ่งดีให้กับตนเองไม่ดีกว่าหรือ เหมือนกับว่า เมื่อท่านยิ้มให้กับโลก แล้วโลกจะยิ้มกับท่าน
กลางปี1950 อัลเบริ์ด เอลลิส นักจิตวิทยาคลินิกซึ่งได้รับการฝึกฝนมาทางด้านจิตวิเคราะห์ได้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่ช้าของผู้รับการบำบัดของเขา. เขาสังเกตเห็นว่า พวกเขามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเอง ปัญหาของเขาเอง และโลก. เอลลิสให้เหตุผลว่า การบำบัดควรก้าวหน้าไปมากกว่านี้ถ้าเน้นไปที่ความเชื่อของผู้รับการบำบัด ดังนั้น เขาจึงได้สร้างวิธีการบำบัดซึ่งปัจจุบันเรียกว่า การบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม(Rational Emotive Behaviour Therapy)REBT แต่เดิมเรียกว่า Rational Therapy ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น Rational-Emotive Therapy และในปี 1990 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Rational Emotive Behavior Therapy. REBT เป็นหนึ่งในทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรม ซึ่งถึงแม้ว่าจะต่างคนต่างพัฒนาแต่ก็มีความคล้ายคลึงกันหลายๆอย่าง เช่น Cognitive Therapy (CT), พัฒนาโดยแอรอน เบ็ค จิตแพทย์ ในปี 1960’s. REBT และ CT ได้ร่วมกันการสร้างพื้นฐานของกลุ่มการบำบัดอันเป็นที่รู้จักทั่วกันว่า ‘Cognitive-Behaviour Therapy’. กว่า 50 ปีที่ REBT ได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง.
ทฤษฎีว่าด้วยเหตุผล(Theory of causation)REBT ไม่ใช่ชุดของเทคนิคต่างๆเท่านั้น แต่ยังเป็นทฤษฎีที่ประมวลความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เอาไว้อีกด้วย. REBT ได้นำเสนอคำอธิบายชีวจิตสังคมเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผล เช่น องค์รวมของปัจจัยต่างทั้งทางด้านชีวิวิทยา จิตวิทยา และสังคมซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของมนุษย์หลักฐานส่วนใหญ่ของ REBT ซึ่งสอดคล้องอยู่กับทฤษฎีด้านความคิดและพฤติกรรมอื่น แสดงให้เห็นว่า อารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลมาจากสิ่งที่พวกเขาคิด สันนาฐาน หรือเชื่อ(เกี่ยวกับตัวเขาเอง ผู้อื่น และสิ่งต่างๆในโลกนี้). ไม่ใช้ตัวของสถานการณ์เอง แต่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่พวกเขาได้ประสบที่เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลและรู้สึกและแสดงออกย่างไร. อย่างไรก็ตาม REBT ให้เหตุผลว่า ชีววิทยาของบุคคลก็ส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของบุคคลด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่า ผู้บำบัดเองก็มีข้อจำกัดในการช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง. ระบบความเชื่อของบุคคลถูกมองว่าเป็นผลมาจากทั้งการสืบทอดทางชีวิวิทยาและการเรียนรู้จากการดำรงชีวิต.ABC model ของเอลลิส นับเป็นวิธีการที่เป็นประโยชน์ในการอธิบายบทบาทของความคิด. ในกรอบแนวคิดนี้ ‘A’ เป็นตัวแทนของเหตุการณ์หรือประสบการณ์, และการลงความเห็น (inferences) หรือการตีความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น. ‘B’ แทนความเชื่อเชิงประเมินผลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการลงความเห็น. ‘C’ แทน อารมณ์หรือพฤติกรรมเกิดขึ้นหลังจากความเชื่อเชิงประเมินผลดังกล่าว.นี่คือตัวอย่างของ เหตุการณ์ในแง่ของอารมณ์ซึ่งมีเกิดขึ้นโดยบุคคลที่มีแนวโน้มที่จะซึมเศร้า เมื่อเขาตีความหมายการกระทำของบุคคลอื่นผิดไปจากความเป็นจริงA1. เหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น(Activating even) –ส่งที่เกิดขึ้น:เพื่อนเดินผ่านฉันไปโดยไม่สนใจฉันเลย. A2. การลงความเห็น(Inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น:เขาไม่สนใจฉัน. เขาไม่ชอบฉัน.B. ความเชื่อ (Beliefs) เกี่ยวกับ A: ฉันไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน – ดังนั้น ฉันจึงเป็นคนไร้ค่า. (การประเมิน)C. การตอบสนอง:อารมณ์: รู้สึกซึมเศร้า.พฤติกรรม(Behaviours): หลบหน้าผู้คนทั่วไป. หมายเหตุ ‘A’ อย่างเดียวไม่ก่อให้เกิด ‘C’ – ‘A’ ส่งผลกระทบต่อ ‘B’, และจากนั้น ‘B’ ก็ส่งผลต่อ ‘C’., ABC ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นเอกเทศ: มันวิ่งต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่, with a ‘C’ often becoming the ‘A’ of another episode – พวกเราสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองแลแสดงการตอบสนอง. ยกตัวอย่าง บุคคลในตัวอย่างข้างต้นจะสังเกตการณ์ไม่หลีกหนีผู้คนของเขา ตีความว่าเป็นความอ่อนแอ และทำความรู้สึกของตนเองตกต่ำหมายเหตุ, เช่นเดียวกัน, คือความเชื่อส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือการตระหนักรู้ในระดับจิตสำนึก. มันกลายเป็นนิสัยเคยชินและอัตโนมัติ, โดยปกติมักประกอบด้วยกฎที่จำเป็นเกี่ยวกับวิถีทางที่โลกและชีวิตจะเป็น. ด้วยการลงมือปฏิบัติ, แม้ว่า, บุคคลสามารถเรียนรู้ที่จะปกปิดแกนหลักของความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก.
ทฤษฎีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง(Theory of change)ตามแนวคิดของ REBT ความเปลี่ยนแปลงมีหลายระดับ. ยกตัวอย่าง ถ้าคุณวิตกเพราะคิดว่าตนเองไม้ได้รับการยอมรับ. ระดับผิวเผินที่คุณสามารถรู้สึกดีขึ้นได้โดยการเปลี่ยนเคมีในร่างกายของคุณ(เช่น ออกกำลังกาย เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการฝึกสมาธิ) ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ (เช่น หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้อื่น) หรือด้วยการเปลี่ยนแปลงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์(เช่น ทำให้ตนเองกังวลน้อยลงโดยการสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองว่าการไม่ได้รับการยอมรับไม่ได้เกิดขึ้น).สำหรับบุคคลที่มีความรู้สึกดีเกินกว่าที่ควรจะเป็น– นั่นคือ, การบรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานและยั่งยืน – เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแกนหลักของความเชื่อซึ่งสร้างความยุ่งยากสำหรับพวกเขาในขอบเขตของสถานการณ์. ดังตัวอย่างข้างบน, คุณต้องยอมรับว่ามันอาจเกิดขึ้นได้มากกว่าการสร้างความรู้สึกมั่นใจให้กับตนเองว่าการถูกปฏิเสธจะไม่เกิดขึ้น แต่จัดการกับความเชื่อแกนหลักที่ว่าคุณจะต้องได้รับการยอมรับและจะต้องไม่ได้รับการปฏิเสธ. นักบำบัดแนวREBT ยอมรับว่า บางครั้ง ผู้รับบริการบางคนก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับผิวเผินเท่านั้น แต่มุ่งที่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตรงไหนก็ตามที่เป็นไปได้. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ REBT จะต้องใช้ระดับของแผนการด้านความคิด อารมณ์และพฤติกรรมกรรมแตกต่างกันไป
ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล คืออะไร ?พวกเราได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่พวกเราคิดเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเรา. แต่ความคิดแบบไหนละที่เป็นสร้างปัญหาให้กับมนุษย์
คำจำกัดความลักษณะของ ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล มีดังนี้:1. ขัดขวางบุคคลไม่ให้บรรลุเป้าหมาย, ก่อให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงซึ่งฝังแน่นและก่อให้เกิดความเครียดและติดขัด, และนำมาซึ่งพฤติกรรมทำลายตนเอง ผู้อื่น และหลายสิ่งในชีวิต2. บิดเบือนความจริง (ตีความสิ่งที่เกิดขึ้นผิดไปจากความเป็นจริงและไม่มีหลักฐานสนับสนุน); 3. ประเมินตนเอง ผู้อื่น และโลกในลักษะที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล: ความต้องการ (demandingness), การมองในแง่ร้าย ( awfulising),ไม่อดทนต่อความยากลำบาก( discomfort-intolerance) และมองคนแบบแบ่งแยก(people-rating);เมื่อพูดคุยกับผู้รับการบำบัด พวกเรามักมองว่าเป็น ความเชื่อแบบทำลายตนเอง มากกว่า ไม่สมเหตุสมผล เพื่อเน้นว่า เหตุผลสำคัญสำหรับการเปลี่ยนความเชื่อเนื่องจากมันส่งผลลบต่อชีวิตของพวกเขา.
ความทุกข์ 2 ประเภทREBT ชี้ว่ามนุษย์จะทำลายตนเองหรือทำให้ตนเองได้รับความทุกข์ได้ในสองลักษณะ คือ (1) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับตนเอง (ego disturbance) หรือ (2) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับความสุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย (discomfort disturbance). บ่อยครั้งที่ความทุกข์ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน. บุคคลอาจจะอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับทั้งตัวเขาเองและโอกาสของเขาเอง แม้ว่าตนเองและสิ่งอื่นๆจะมีอิทธิพลมากกว่า
ความทุกข์เพราะอัตตา(Ego disturbance) หมายถึง ความวิตกกังวลเกี่ยวภาพลักษณ์ของตนเอง. ความทุกข์ชนิดนี้เป็นผลมาจากการยึดถือความต้องการที่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ฉันจะต้อง…ได้ดี ฉันต้องไม่ล้มเหลว ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่น; ตามมาด้วยการประเมินตนเองในแง่ลบ อย่างเช่น: ถ้าฉันล้มเหลว ฉันจะไม่ได้รับการยอมรับ เป็นต้น.นั่นแสดงว่าฉันไม้ดีพอ และอื่น. ความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับตนเอง – ความตึงเครียดทางอารมณ์เป็นผลมาจากการรับรู้ว่าตนเองหรือคุณค่าในตนเองถูกคุกคาม – และนำไปสู่ปัญหาอื่น อย่างเช่น การหลีกหนีสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความล้มเหลว การไม่ได้รับการยออมรับ เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้น; แสวงหาการยอมรับจากบุคคลอื่น; และไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวในสิ่งที่คนอื่นอาจจะคิด.
ทุกข์เพราะไม่สุขสบาย(Discomfort disturbance) เป็นผลมาจากความต้องการที่มีต่อบุคคลอื่น (เช่น คนอื่นต้องทำดีกับฉัน) และเกี่ยวกับโลก (เช่น สิงที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันจะต้องดำเนินในแบบที่ฉันต้องการให้เป็น’). ความทุกข์เพราะไม่สมใจแยกออกได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะได้ ดังนี้:
ความอดทนต่อความคับข้องใจต่ำ(Low frustration-tolerance=LFT) เป็นผลมาจากความปรารถนาว่า ความคับข้องใจต้องไม่เกิดขึ้น, ตามด้วยความเสียหายหากเป็นเช่นนั้น. มันอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า: ‘โลกต้องทำให้รู้เบิกบานและมีความสุข;’ หรือ: ‘สิ่งต่างๆควรจะเป็นอย่างที่ฉันอยากให้มันเป็น, และฉันทนไม่ได้ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น.’
ความอดทนต่อความไม่สุขสบายต่ำ(Low discomfort-tolerance=LDT) เกิดจากความปรารถนาว่า ตนเองต้องไม่ประสบกับความไม่สุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย, ด้วยว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะเกิดขึ้นหากไม่มีความสุขสบาย. มันอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า: ‘ฉันควรจะรู้สึกเป็นสุขตลอดเวลา;’ ‘ฉันต้องรู้สึกสุขสบายตลอดเวลา;’ ‘ความสุขสบายและความเจ็บปวดเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่สามารถอดทนได้, และฉันจะต้องหลีกเลี่ยงไปให้พ้น;’ ‘ฉันต้องไม่รู้สึกแย่;’ และอื่นๆ.ทั้ง LFT และ LDT – คล้ายคลึงกันและเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด (โดยปกติ การแสดงออกอย่างเดียวกันใช้หมายถึงทั้งสองอย่าง). ความทุกข์เพราะไม่สมใจนำมาซึ่งปัญหา เช่น : ‘ความกังวลเกี่ยวกับความไม่สุขสบาย (Discomfort anxiety)’ (ความตึงเครียดทางอารมณ์ที่มีผลมาจากการรับรู้ว่า ความสุขสบายของตนหรือชีวิตถูกคุกคาม).ความกังวล(Worrying) (‘เพราะ … มันเป็นเรื่องที่เลวร้าย, และฉันทนไม่ได้, ฉันจะต้องกับมันถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ).การหลีกเลี่ยง(Avoidance) เหตุการณ์และโอกาสซึ่งถูกมองว่า “ยากมาก”ที่จะรับภาระหรือ “ยากเกินไป”ที่จะเอาชนะ.ความกังวลในระดับที่รองลงมา(Secondary disturbance) (วุ่นวายในเกี่ยวปัญหาที่ตนเองมีอยู่, เช่น กังวลเกี่ยวกับความกังวลของตนเอง, ซึมเศร้าเกี่ยวกับความรู้สึกซึมเศร้าของตนเอง, และอื่นๆ).ความสนุกสนานในระยะเวลาสั้นๆ– การแสวงหาความพึงพอใจในระยะเวลาสั้นๆเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดอันนำมาซึ่งความเครียดในระยะยาว – ยกตัวอย่าง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล, เสพสารเสพติด หรือบริโภคอาหารเกินความจำเป็น; ดูโทรทัศน์มากกว่าออกกำลังกาย; มีเพศสัมพันธ์ที่เสียง; ใช้จ่ายสิ้นเปลืองเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น.การผัดผ่อน(Procrastination) – หลีกหนีงานที่ยากและสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจ.มองอะไรในแง่ลบและชอบบ่น(Negativity and complaining) – รู้สึกเครียดกับอุปสรรคและความล้มเหลวที่เล็กน้อย, .ให้ความสำคัญกับความไม่ยุติธรรมจนเกินพอดี และมีแนวโน้มที่ชอบเปรียบเทียบระหว่างโอกาสของตนเองและผู้อื่น.กฎต่างๆที่บุคคลดำรงชีวิตอยู่โดยสิ่งสำคัญที่พวกเราคิดในสถานการณ์หนึ่งคือสิ่งที่พวกเรารู้กันว่า ‘ความเชื่อแกนหลัก(core beliefs)’, อันเป็นกฎที่สำคัญที่กำหนดว่าบุคคลจะตองสนองกับเหตุการณ์และโอกาสโดยทั่วไปในชีวิตเขาอย่างไร. เอลลิส เสนอว่า ความเชื่อแกนหลักเพียงไม่กี่ข้อเหล่านี้เป็นสาเหตุของอารมณ์และพฤติกรรมที่สิ้นหวัง. นี่คือตัวอย่างของความกฎในการดำรงชีวิตดังกล่าว:1. ฉันต้องได้รับความรักและการยอมรับจากบุคคลที่ฉันให้ความสำคัญ– และฉันต้องไม่พบการไม่ยอมรับจากทุกคน.2. ฉันต้องมีคุณค่า, ประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่ฉันทำ, และต้องไม่ผิดพลาด.3. คนอื่นๆต้องทำอะไรถูกต้องเสมอ. หากพวกเขาทำอะไรที่น่ารังเกียจ, ไม่ยุติธรรมหรือเห็นแก่ตัว, พวกเขาจะต้องถูกตำหนิหรือลงโทษ.4. สิ่งต่างๆจะต้องเป็นไปตามที่ฉันต้องการอยากให้เป็น, ไม่เช่นนั้น ชีวิตกำลังตกลงอยู่ในภาวะวิกฤต.5. ความทุกข์ของฉันเกดมาจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของฉัน – ดังนั้น จึงมีอยู่ไม่อย่างเท่านั้นที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น.6. ฉันต้องกังวลในสิ่งที่อาจจะเป็นอันตราย, ไม่น่าพึงใจหรือทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรน – ไม่เช่นนั้น มันอาจจะเกิดขึ้น.7. เพราะชีวิตของฉันมีเรื่องยุ่งยากมากพออยู่แล้ว, ฉันต้องหลีกเลี่ยงความยากลำบาก, ความไม่น่าพึงใจ, ความรับผิดชอบ.8. ทุกคนต้องพึ่งพิงบุคคลที่แข็งแรงกว่าเขามากกว่าตัวเขาเอง.9. เหตุการณ์ในอดีตเป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดกับฉัน – และเหตุการณ์เหล่านั้นยังคนส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของฉันจวบจนทุกวันนี้.10. ฉันควรจะวุ่นวายใจเมื่อคนอื่นๆปัญหาและรู้สึกไม่เป็นสุขไปด้วยเมื่อเขาเสียใจ.11. ฉันไม่ควรที่จะรู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด – ฉันไม่สามารถทนได้และต้องหลีกให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้.12. ทุกปัญหาจะต้องมีวิธีแก้ไขที่เยี่ยมยอด – และเป็นสิ่งที่เกินจะอดทนได้หากบุคคลหาวิธีที่ว่านั้นไม่เจอ.
ความเชื่อเชิงประเมินผล 4 ประเภทความเชื่อแกนหลักดังรายการข้างต้นนี้มีเชื้อของความจริงอยู่ตัวมันเอง. ความรัก การยอมรับ ไม่ใช่สิ่งดีๆที่จะได้รับหรือ? มันไม่ดีกว่าหรือที่จะประสบความสำเร็จ, ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเป็นอย่างดี, และพบวิธีการแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอด? หมายเหตุ แม้ว่า, วิธีการที่ความเชื่อแกนหลักส่วนใหญ่ถูกเรียก: สิ่งทั้งปวงที่ยกเว้นเพียงเล็กน้อยเรียกว่า ความอยาก (demands) – อธิบายลักษณะได้โดยคำว่า ‘ควรจะ(should)’, ‘ต้อง(must)’, ‘จำเป็น(need)’. บางอย่างประกอบด้วยความเชื่อหลายชนิดซึ่งจะกล่าวเพียงสั้นๆ. REBT เสนอว่า ความคิดเชิงประเมินผลซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้นนั้นมีอยู่ 4 ประเภท:
ความอยาก(Demandingness). หรือที่เอลลิสเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘musturbation’, ความอยาก หมายถึง วิธีการที่บุคคลจะได้มาซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นควรจะเป็นอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional shoulds) และสิ่งที่จะต้องได้ต้องเป็นอย่างสมบูรณ์แบบ(absolutistic musts) – ความเชื่อว่าสิ่งต่างๆจะต้อง/ต้องไม่เกิดขึ้น, และสถานการณ์ (เช่น ความสำเร็จ ความรัก การยอมรับ) เป็นความจำเป็นที่ขาดเสียมิได้. ความอยาก เป็นตัวบ่งบอก ‘กฎของจักรวาล’ ที่จะต้องยึดถือ. ความอยากอาจเป็นได้ทั้งภายในภายนอก. REBT ชี้ว่า musts มีอยู่ 3 ประเภท คือ :1. ความอยากเกี่ยวกับตนเอง;2. ความอยากเกี่ยวกับคนอื่น;3. ความอยากเกี่ยวกับโลก.ความอยากเกี่ยวกับตนเองนำไปสู่ความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance); ความอยากเกี่ยวกับคนอื่นนำไปสู่ความทุกข์เพราะไม่สุขสบาย (discomfort disturbance). นอกจาก จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อแกนหลักแล้ว, ความอยากยังเกิดขึ้นเพราะความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงอีกด้วย. ยกตัวอย่าง, ความเชื่อแกนหลักอย่างเช่น: ‘บุคคลควรจะในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่ตลอด’ อาจนำไปสู่ความเชื่อที่เฉพาะเจาะจงว่า: ‘เขาไม่ควรทำแบบนี้อีก’.การเกิดขึ้นของความอยากที่บุคคลมีต่อตนเอง ผู้อื่น และโลก แบ่งได้เป็นความคิดเชิงประเมินผล(evaluative thinking) 3 ประเภท ความหวาดกลัว(awfulising) ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance) และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating).
ความหวาดกลัว(Awfulising) เกิดขึ้นเมื่อพวกเราปรุงแต่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนเกินจริง; มองในแง่ร้ายว่ามันอาจจะเกิดขึ้นอีก. ความหวาดกลัว อธิบายได้ด้วยคำว่า ‘น่าหวาดกลัว’, ‘เลวร้าย’, ‘น่าสยดสยอง’.
ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(Discomfort intolerance), โดยปกติ หมายถึง ‘ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว (can’t-stand-it-it is)’, อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่สามารถที่จะแบกรับโอกาสและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป. โดยปกติมักจะตามด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความอยากสิ่งต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้น.
การประเมินคน(People-rating) หมายถึง กระบวนการการประเมินตนเองและผู้อื่น; หรืออีกนัยหนึ่ง, การตัดสินค่านิยมและคุณค่าของบุคคล. มันเป็นตัวแทนของปรุงแต่งที่เกินความจริงจากการที่บุคคลประเมินลักษณะนิสัย(trait), พฤติกรรม(behavior) หรือการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมาตรฐานของการไร้ค่าหรือมีคุณค่า. จากนั้น มันจะถูกนำไปใช้กับการประเมินบุคคลโดยรวม– เช่น. ‘ฉันทำสิ่งที่เลว, ดังนั้น ฉันเป็นคนเลว.’ การประเมินคนนำไปสู่การทำให้ตนเองรู้สึกด้อยค่า (self-downing), ซึมเศร้า (depression), การปกป้องตนเอง (defensiveness), การโอ้อวด(grandiosity), ความไม่เป็นมิตร(hostility), or หรือการกังวลการยอมรับหรือถูกปฏิเสธจนเกินพอดี, และเป็นปัจจัยสำคัญของความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance).ใน REBT, ความอยาก (demandingness) โดยทั่วถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลชนิดหลักประเภทหนึ่ง, ด้วยสิ่ง 3 ชนิดนอกนี้เกิดจากความเชื่อดังกล่าว. ยกตัวอย่าง, คุณมักจะประเมินตนเองว่า ‘ไร้ค่า’ ถ้าทำอะไรบางอย่างล้มเหลว ถ้าคุณเชื่อว่าคุณ ‘ต้อง’ ประสบความสำเร็จเสมอ; หรือพียงแต่คุณมีแนวโน้มที่จะมองว่าความรู้สึกไม่สุขสบายเป็นสิ่งที่หนักเกินจะแบกรับ เพราะคุณเชื่อว่า คุณ ‘ต้อง’ไม่รู้สึกไม่สุขสบาย. ตามประสบการณ์ข้าพเจ้า, ดูเหมือนว่าเกือบทุกครั้งที่ความต้องการเป็นสาเหตุของปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล; มีบางครั้งเท่านั้นที่ผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดค้นหาความอยากไม่พบ.
ความคิด 3 ระดับมนุษย์มีความคิดอยู่ 3 ระดับ คือ: (1) ลงความเห็น(Inferences); (2) ประเมินผล(Evaluations); และ (3) ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs). ดังอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่า ทุกคนมี “กฎ” สามัญประจำตัวในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบที่พวกเขาจะตอบสนองต่อชีวิต. เมื่อมีเหตุการณ์มากระตุ้นกระสวนความคิด, สิ่งที่จะผุดขึ้นในความคิดของคุณขึ้นอยู่กับกฎสามัญในจิตใต้สำนึกที่คุณจะนำมาใช้กับเหตุการณ์.ทีนี้มาพูดถึงคนที่ถือกฎว่า: ‘การที่ฉันจะมีความสุขได้นั้น, ชีวิตของฉันต้องปลอดภัยและอยู่ภายใต้การคาดการณ์.’ ความเชื่อแกนหลักดังกล่าวจะนำพวกเขาไปสู่ความร้อนรนต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายและประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเกินกว่าที่ควรจะ. สมมติว่าพวกเขาได้ยินเสียงอะไรสักอย่างในเวลากลางคืน. การร้อนรนต่ออันตรายจนเกินจริงนำพวกเขาไปสู่การอนุมานว่ามีขโมยเข้ามาในบ้าน. จากนั้น พวกเขาก็จะประเมินความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงและเกินจะแบกรับได้ซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดวิตกอย่างหนัก.REBT มุ่งให้ความสนใจกับการช่วยให้บุคคลตรวจสอบกฎสามัญ (‘ความเชื่อแกนหลัก’):ซึ่งเกี่ยวกับการอนุมาน(inferences)ในเบื้องต้นของบุคคลต่อการประเมิน(evaluations)ของเขาเอง, และจากการขจัดแกนความเชื่อหลักที่พวกเขาใช้อยู่เป็นปกติ.
การอนุมาน(Inferences). ในชีวิตประจำวัน, เหตุการณ์และโอกาสจะกระตุ้นการอนุมาน(inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังดำเนินไป– นั่นคือ, พวกเราจะต้องเดาว่าอะไรที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น. การอนุมานคือคำบรรยายของข้อเท็จจริง (หรืออย่างน้อยสิ่งที่พวกเราคิดว่าเป็นข้อเท็จจริง– ซึ่งอาจเป็นได้จริงหรือเท็จ). ใน REBT, เวลาเพียงเล็กน้อยถูกใช้ไปกับการอนุมานของผู้รับการบำบัด– มันถูกมองว่าเป็นนัยสำคัญที่จะทำให้สัมผัสได้ว่ามันได้ให้ช่องทางสำหรับความคิดแบบประเมิน(evaluative thinking).
การประเมิน(Evaluations). เป็นสิ่งที่สำคัญมากในมุมมองของ REBT, และได้สร้างข้ออนุมานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว, เราให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงเพื่อประเมินมันในรูปของสิ่งที่มีความหมายสำหรับเรา. การประเมินบางครั้งเกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกและบางครั้งก็เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก. การประเมินที่ไม่สมเหตุสมผลจะประกอบด้วยความเชื่อหนึ่งหรือมากกว่าตามรายการก่อนหน้านี้: ความอยาก(demandingness), การหวั่นวิตก(awfulising), การไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance), และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating). การประเมินตามข้ออนุมานดังอธิบายไว้ก่อนหน้านี้อาจเป็น: ‘ฉันจำเป็นต้องให้เธอรักฉัน – เพราะไม่เช่นนั้น, แสดงว่าฉันไม่มีคุณค่า.’
ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs). การชี้นำการอนุมานและประเมินของบุคคลคือความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไป. ตัวอย่างของความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไปที่ถูกนำไปใช้กับการอนุมานการประเมินที่พวกเรากำลังใช้ตามตัวอย่างอาจเป็น: ‘ฉันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทุกคนรักฉัน.’เอาทั้งหมดมารวมกันนี้ตัวอย่าง(ใช้ ABC model)แสดงการทำงานของทั้งหมด:A. ญาติโทรมาขอให้คุณช่วยดูและเด็กให้เขาสักวัน. คุณวางแผนไว้แล้วว่าวันนี้จะทำสวน. คุณ อนุมานว่า: ‘ถ้าฉันปฏิเสธ เธอจะมองฉันในแง่ร้าย.’B. คุณประเมินข้ออนุมานของคุณว่า: ‘ฉันทนไม่ได้ถ้าเธอจะมองว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว’ข้ออนุมานและการประเมินที่เกิดขึ้นเป็นผลของการยึดถือความเชื่อแกนหลักที่ว่า: ‘การที่จะรู้สึกดีกับตนเองได้นั้น, ฉันจะต้องเป็นที่ชื่นชอบ, ดังนั้น ฉันต้องหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธไม่ว่าจากใครก็ตาม.’ (ตัวอย่างของความทุกข์เพราะอัตตา).C. คุณรู้สึกกังวลแต่ก็ตอบตกลง.สรุปว่า, บุคคลมองตัวเองและโลกรอบตัวเขาเป็น 3 ระดับ คือ: (1) ระดับอนุมาน (inferences), (2) ประเมิน (evaluations), และ (3) ความเชื่อแกนหลัก. วัตถุประสงค์หลักของผู้บำบัดคือการจัดการกับความเชื่อแกนหลักทั่วไปที่สำคัญ ค่อนข้างถาวรซึ่งยังคงสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้รับการบำบัด. REBT เน้นการจัดการกับความคิดแบบประเมินมากกว่าการบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมแบบอื่นๆซึ่งเน้นจัดการกับความคิดแบบอนุมาน. (อันที่จริง ใน REBT, การอนุมานของผู้รับการบำบัดจะเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของ ‘A’ มากกว่า ‘B’, ขณะที่การบำบัดแนว CBT ทั่วไปมองการอนุมานว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘B’). โดยเฉพาะอย่างยิ่ง REBT มองว่าความอยาก (demandingness) เป็นที่มาของความคิดชนิดอื่นๆ.อย่างไรก็ตามทั้ง REBT และ CBT ต่างก็ให้ความสนใจกับความเชื่อแกนหลักที่สำคัญ.
ความทุกข์อันดับสอง(Secondary disturbance)เอกลักษณ์ประการหนึ่งของ REBT คือ แนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความทุกข์อันดับสอง’, ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับปัญหา (เช่น ความรู้สึกผิดเกี่ยวกับความรู้สึกโกรธ, หรือความกังวลเกี่ยวกับความกังวล). การช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง(HELPING PEOPLE CHANGE)ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้รับการบำบัดเปลี่ยนแปลงสามารถสรุปได้กว้างๆดังนี้:1. ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมมีสาเหตุมาจากความเชื่อและความคิด. โดยอาจอธิบายสั้นๆตามด้วยการมอบหมายให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้อง.2. แสดงให้เห็นว่าความเชื่อที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร. ตามรูปแบบของ ABC โดยใช้ประสบการณ์ขึ้นกับผู้รับการบำบัดเมื่อเร็วๆนี้, ผู้บำบัดจะอธิบาย ‘C’, จากนั้นก็ ‘A’. แล้วให้ผู้รับการบำบัดใคร่ครวญ (เกี่ยวกับ ‘B’): ‘สิ่งที่ฉันกำลังบอกตัวเองเกี่ยวกับ ‘A’, แล้วรู้สึกและแสดงออกจนนำมาซึ่ง ‘C’ คืออะไร? ขณะที่ผู้รับการบำบัดกำลังพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล, กระบวนการของการอุกช่องว่างนี้จะง่ายขึ้น. การศึกษาดังกล่าวอาจเกิดจากการอ่าน การฟังคำอธิบายโดยตรง และการวิเคราะห์ตนเองโดยความช่วยเหลือของผู้รับการบำบัดและทำการบ้านระหว่างการบำบัดไปพร้อมกัน.3. สอนวิธีการโต้แย้งและเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล, ปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลด้วยความเชื่อที่สมเหตุสมผล. การศึกษาก็นำไปสู่สิ่งนี้เช่นเดียวกัน. แผนภาพ ABC จะถูกขยายเพื่อรวม ‘D’ (การโต้แย้ง(Disputing)ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล), ‘E’ (ผลกระทบ(Effect)ใหม่ที่ผู้รับการบำบัดต้องการให้เกิดขึ้น, เช่น ความรู้สึกและพฤติกรรมใหม่), และ ‘F’ (การกระทำเพิ่มเติม(Further Action) ที่ผู้บำบัดจะต้องกระทำ).4. ช่วยให้ผู้รับการบำบัดนำไปปฏิบัติ. การต่อต้านความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล – ยกตัวอย่าง, การโต้แย้งความเชื่อว่า การไม่ได้รับการยอมรับเป็นสิ่งเลวร้ายเกินกว่าจะยอมรับ, จากนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าบุคคลยังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้– คือองค์ประกอบพิเศษของ REBT ซึ่งเน้นทั้งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการลงมือปฏิบัติอันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการเปลี่ยนแปลง. โดยปกติแล้ว กิจกรรมดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ ‘การบ้าน(homework)’. กระบวนการบำบัด(The Process of Therapy)ต่อไปนี้คือ ข้อสรุปขององค์ประกอบของการบำบัดแบบเน้นเหตุผล ความเชื่อ อารมณ์และพฤติกรรม.นัดหมายผู้รับการบำบัด(Engage client)1. ขั้นตอนแรกคือการสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับการบำบัด. โดยใช้เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึกอบอุ่น และการให้การยอมรับนับถือ.2. มองหา‘ความทุกข์สอง (secondary disturbances)’ เกี่ยวกับการมาขอรับการบำบัด: ความรู้สึกว่าตนเองด้อยเนื่องจากมีปัญหา หรือความช่วยเหลือที่จำเป็น; และความกังวลเกี่ยวการมาเข้ารับการบำบัด.3. ท้ายสุด, วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการสนับสนุนผู้รับการบำบัดตามแนว REBT คือการอธิบายให้พวกเขาทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้และสิ่งที่ REBT จะช่วยให้เขาบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้. ประเมินปัญหา บุคคล และสถานการณ์การประเมินจะกระทำแบบตัวต่อตัว, แต่ประเด็นต่างๆต่อไปนี้เป็นสิ่งที่จะถูกประเมินว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดตามแนว REBT.1. เริ่มด้วยทัศนะของผู้รับการบำบัดเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดพลาดสำหรับเขา.2. ตรวจสอบความทุกข์อันดับสองที่มีอยู่: ผู้รับการบำบัดรู้สึกอย่างไรกับปัญหานี้?3. ดำเนินการประเมินโดยภาพรวม: กำหนดสภาพปัจจุบันของความผิดปกติทางคลินิกใดๆที่มีอยู่, ประวัติส่วนตัวและทางสังคม, ประเมินความรุนแรงของปัญหา, บันทึกเกี่ยวกับปัจจัยทางบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้อง, และตรวจสอบปัจจัยที่เป็นสาเหตุทนอกเหนือจากจิตวิทยา: สภาพทางกาย; การรักษาพยาบาล; การใช้ยาเสพติด; ปัจจัยด้านวิถีชีวิต/สภาพแวดล้อม.เตรียมผู้รับการบำบัด1. สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายการบำบัด, ให้แน่ใจว่าเป็นรูปธรรม, เฉพาะเจาะจงและเป็นที่ยอมรับของทั้งผู้รับการบำบัดและผู้บำบัด; และประเมินแรงจูงใจที่เปลี่ยนแปลงของผู้รับการบำบัด.2. นำเข้าสู่การอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของ REBT, รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางชีวจิตสังคม.3. อภิปรายเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำมาใช้และการทำบำบัด, จากนั้นก็สร้างสัญญา(contract).ทำการบำบัดตามโปรแกรมที่วางไว้ชั่วโมงการบำบัดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะการลงมือทะการบำบัด กิจกรรมที่ใช้มีดังนี้:วิเคราะห์สถานการณ์ที่ปัญหา, ค้นหาความเชื่อที่เกี่ยวข้อง, เปลี่ยนแปลงความเชื่อ และสร้างการบ้าน (homework) (ข้าพเจ้าเรียกว่าการวิเคราะห์ความสมเหตุสมผล’).วิเคราะห์งานมองหมายเชิงพฤติกรรมเพื่อขจัดความกลัวและปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงพฤติกรรม.แผนการและเทคนิคเพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่น การฝึกการผ่อนคลาย(Relaxation training) การฝึกฝนทักษะระหว่างบุคคล (interpersonal skills training) เป็นต้น. ประเมินความก้าวหน้าโดยปกติ เมื่อมาถึงระยะสุดท้ายของการทำงาน จะมีการตรวจสอบว่า ความคิดของผู้การบำบัดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือเป็นการดีขึ้นโดยบังเอิญเพราะสภาวะการณ์ภายนอกเป็นเหตุ.เตรียมยุติการบำบัดafter a period of wellness, think they are ‘cured’ for life. Consequently, when they slip back and discover their old problems are still present to some degree, they are likely to despair and give up working on themselves altogether. Warn that relapse is likely for many emotional and behavioural problems and ensure they know what to do when their symptoms return. Discuss their views on asking for help if needed in the future. Deal with any irrational beliefs about coming back, like: ‘I should be cured for ever’, or: ‘The therapist would think I was a failure if I came back for more help’.โดยปกติแล้วเป็นการดีที่จะเตรียมผู้รับการบำบัดเพื่อรับมือกับการกลับมามีอาการเช่นเดิม. หลายคน หลังจากกลับเป็นปกติดีแล้ว กลับการสัมภาษณ์ตามแนว REBTเกิดอะไรขึ้นในการสัมภาษณ์ตามแนว REBT? การสัมภาษณ์ดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐาน ABC model โดยปกติจะดำเนินการดังนี้:1. ตรวจงานมอบหมายครั้งก่อนๆ(Review the previous session’s homework). สนับสนุนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นและการเรียนรู้. ถ้างานมอบหมายไม่สมบูรณ์, การช่วยเหลือผู้รับการบำบัดจะถูกตรวจสอบและจัดการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรค.2. สร้างปัญหาที่เห็นเป้าหมาย เพื่อการทำงานร่วมกันในการบำบัดแต่ละครั้ง.3. ประเมิน ‘A’: ว่าเกิดอะไรขึ้น, เมื่อมันเกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว? อะไร คือสิ่งที่ผู้รับการบำบัด อ้างว่า เกิดขึ้น หรืออาจเป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้น?4. ประเมิน ‘C’: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรคืออารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาที่เกิดขึ้นกับผู้รับการบำบัด, และอารมณ์ดังกล่าวรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ? 5. ตรวจสอบและประเมินปัญหาทางอารมณ์ชั้นรองลงมา (อารมณ์ด้านลบที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับปัญหา, ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกอายที่มีตนเองรู้สึกซึมเศร้า).6. ตรวจสอบความเชื่อ (‘B’) อันเป็นสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอยาก(demanding ness), สิ่งที่กลัว, discomfort-intolerance, and people-rating.7. เชื่อมโยง ‘B’ กับ ‘C’ (เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมองเห็นปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์อันเป็นผลมาจากความคิดของเขาเอง).8. สร้างความชัดเจนจัดจัดระดับเป้าหมาย (‘E’): ผู้รับการบำบัดอยากมีความรู้สึก(และมีพฤติกรรม)อย่างไร เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ(A) ในครั้งต่อไป ‘A’?9. ช่วยผู้รับการบำบัดขจัดความเชื่อของตนเอง (Help the client dispute their beliefs), ใช้เทคนิคต่างๆ. ปรับเปลี่ยนความเชื่อซึ่งไม่สมเหตุสมผล.10. วางแผนงานมอบหมายครั้งหน้า (Plan next homework assignments (‘F’) to enable the client to put their new rational beliefs into practice. พิสูจน์และดำเนินการกับงานมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์. เทคนิคที่ใช้ใน REBTเอลลิส แนะนำวิธีการบำบัดแบบผสมผสานเป็นรายอย่าง, โดยใช้แผนการบำบัดจาก REBT ร่วมกับวิธีการอื่นๆ, แต่ต้องแน่ใจว่าเข้ากันได้กับทฤษฎี REBT. ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของวิธีการที่ใช้โดยทั่วไป.เทคนิคด้านความคิดการวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผล(Rational analysis): วิเคราะห์สิ่งต่างๆเพื่อสอนให้ผู้รับการบำบัดค้นหาและกำจัดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล(ดังที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้) are usually done in-session at first; then, as the client gets the idea, they can be carried out as homework.Double-standard dispute: ถ้าผู้รับการบำบัดยังติดยึดอยู่กับ ‘ความคิดว่า ควรจะ(should)’ หรือการทำให้ตนเองรู้สึกต่ำต้อย เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง, ถามว่าพวกเขาจะลำดับความสำคัญของบุคคลอื่นๆได้หรือไม่ (เช่น เพื่อสนิท, นักบำบัด, เป็นต้น.) เพื่อทำสิ่งเดียวกัน, หรือแนะนำบุคคลเกี่ยวกับความเชื่อแกนหลักเกี่ยวกับความต้องการของเขา. เมื่อพวกเขาพูดว่า ‘ไม่’, ช่วยให้เขามองเห็นว่า เขามีความคิดแบบมาตรฐานซ้ำซ้อน(double-standard). เทคนิคนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในการต้านความเชื่อที่ผู้รับการบำบัดเอาชนะได้ยาก.การจัดระดับความเสียหาย(Catastrophe scale): นี้คือเทคนิคที่มีประโยชน์ในการทราบรายการสิ่งที่ผู้รับการบำบัดรู้สึกว่าน่ากลัวตามุมมองของเขา.



















การพิจารณามนุษย์ และหลักการให้บริการปรึกษา

การพิจารณามนุษย์
1.ความคิดของมนุษย์มีเหตุผลและไร้เหตุผล-การคิดอย่างมีเหตุผลนำไปสู่การกระทำที่มีประสิทธิภาพ
2.ความคิดที่ไร้เหตุผล เช่น
- คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ-ชอบเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น
- คิดว่าตนมีข้อผิดพลาด เป็นคนไร้ค่า
- ชอบอ้างเหตุผลด้านลบ
- สิ่งที่คาดหวังไม่เป็นไปตามหวังนั้น เป็นความหายนะ เป็นเรื่องร้ายแรง
- ไม่มีความสุข เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
- คาดคะเนเรื่องร้ายเกินความเป็นจริง
- คิดว่าต้องพึ่งผู้ที่เข้มแข็งกว่า
- คิดไร้เหตุผลว่า บุคคลแต่ละคนจะต้องเป็นที่รัก หรือเป็นที่ยอมรับจากบุคคลที่ตนติดต่อสัมพันธ์ด้วย
- คิดว่า อดีตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมปัจจุบัน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- มีความเชื่อมั่นสูงกว่าที่จะทำได้จริง โดยไม่ได้คำนึงข้อจำกัดของตนเอง
- คิดในวงจำกัด ไม่ยืดหยุ่น
3. ในกระบวนการพัฒนาการของมนุษย์
4. อารมณ์ขุ่นมัว เกิดจากการคิดอันไร้เหตุผล
5. มนุษย์ยังมีข้อจำกัด อาจจะมีความผิดพลาดได้
6. มนุษย์ทุกคนต้องตาย
7. ควรมีเป้าหมาย เพื่อความสุขระยะยาวดีกว่า
8. มนุษย์มีเสรีภาพที่มีข้อกำหนด
9. มนุษย์ต้องการพัฒนาตนเอง แต่บางครั้งอาจจะเกิดการพ่ายแพ้หรือท้อถอยโดยถือเอาความพอใจระยะสั้น
10. การคิดที่จะปรับปรุงชีวิตตนเอง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และการกระทำในสู่แนวทางที่พึงปรารถนา
11. ผู้ให้บริการปรึกษาควรทำความเข้าใจกรอบความคิดหรือการรับรู้ตนเองของผู้รับบริการ
12. ปัญหา เกิดจากการมีความคิดหรือความเชื่อผิดๆ


สรุป
อารมณ์และเหตุผลมีความสัมพันธ์กัน คือ ความคิดและการรับรู้ต่อสภาพการณ์ต่างๆเป็นตัวก่อให้เกิดความรู้สึกซึ่งจะส่งผลต่อการกระทำของบุคคล
ดั้งนั้น ความคิดของมนุษย์มีเหตุผลและไร้เหตุผล – การคิดอย่างมีเหตุผลนำไปสู่การกระทำที่มีประสิทธิภาพ
ในกระบวนพัฒนาการ มนุษย์ได้รับการสั่งสอนและประสบการณ์ให้เกิดความคิดเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นในแง่มุมต่างกัน – ก่อให้เกิดอารมณ์สุนทร หรือ ทุกข์
ความคิดที่ไร้เหตุผล....ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์....และส่งผลต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหา

จุดมุ่งหมาย
1. ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักว่า การคิดแบบไร้เหตุผล ก่อให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ เช่น
* คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ
* คิดว่าตนมีข้อผิดพลาด เป็นตนไร้ค่า
* คิดในวงจำกัด ไม่ยืนหยุ่น
* คิดว่า อดีตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมปัจจุบัน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
* มีความเชื่อมั่นสูงกว่าที่จะทำได้จริง โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อกำหนดของตนเอง
2. ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักว่า การคิดแบบไร้เหตุผล ก่อให้เกิดปัญหาด้วยอารมณ์ ผู้ให้บริการช่วยให้ผู้รับบริการเกิดอารมณ์ที่เหมาะสม(Appropriate Emotion) และระงับอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม (Inapproprate Emotion)
& อารมณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ ความรัก กระตือรือร้น เศร้า ผิดหวัง เสียใจ
* ด้านบวก – อารมณ์รัก มีความสุข กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
* ด้านลบ – เสียใจ คับข้องใจ รำคาญ ขุ่นเคือง ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะช่วยผลักดันให้บุคคลพยายามปรับปรุง ต่อสู้ เปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์
& อารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ โศกเศร้าอย่างหนัก (Deprssion)ท้อแท้สิ้นหวัง มุ่งร้าย (Hostility)ความรู้สึกไร้ค่า(Worthlessness)จะเห็นได้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดความพยายามที่จะต่อสู้กับสภาพการณ์ที่ไม่เหมาะสม
3. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความสนใจทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
4. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความรับผิดชอบต่อตนเอง หากต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นก็สามารถพึ่งได้แต่ต้องไม่พึ่งโดยสิ้นเชิง
5. ช่วยเหลือผู้รับบริการให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญและให้ความสนใจ
6. ช่วยให้ผู้รับบริการที่ความคิดที่มีเหตุผล เช่น
* บุคคลย่อมมีความผิดพลาดได้
* เราอยู่ในโลกที่ไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงควรยอมรับความไม่เที่ยงแท้
* ควรมีความยืดหยุ่นในความคิด ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่น
7. ช่วยให้ผู้รับบริการกล้าเสี่ยงที่จะตัดสินใจ แม้จะไม่ทราบถึงผลที่จะได้รับก็ตาม
8. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความยินดีที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และยอมรับในความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างมีเหตุผล
9. ช่วยให้ผู้รับบริการพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ ไม่ยึดเกณฑ์ภายนอกในการตัดสินตนเอง

การให้คำปรึกษา
1. ชี้ให้ผู้รับบริการตระหนักว่าความคิดของตนไร้เหตุผล และความคิดนั้นจะมีผลต่อปัญหาทางอารมณ์อย่างไร
2. กระตุ้นให้ผู้รับบริการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาของตนเอง เพราะเขาเฝ้าคิดอย่างไร้เหตุผล
3. ช่วยให้ผู้รับบริการเปลี่ยนความคิด ขจัดความคิดไร้เหตุผลออกไป ด้วยกลวิธีแบบนำทาง ชักชวน ชี้แจงเหตุผล
4. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความคิดที่มีเหตุผลในเรื่องทั่วๆไปซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาปัจจุบันของตน เพื่อช่วยให้เขามีปรัชญาชีวิตที่มีเหตุผล

บทบาทของผู้ให้บริการ
1. อธิบายให้ผู้รับบริการเข้าใจถึงผลที่เกิดจากความคิดไร้เหตุผล
2. ชี้ให้ผู้รับบริการตระหนักถึงความคิดไร้เหตุผลของตนและปัญหาทางอารมณ์จากความคิดนั้น
3. สอนให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าความคิดไร้เหตุผลสามารถแทนที่ด้วยความคิดที่มีเหตุผล

กลวิธีการให้บริการ
1. การสอนหรือการอธิบายโดยตรง(Direct Technique)
2. การใช้ตรรกวิทยา(Logic)
3. ผู้ให้บริการปรึกษาแสดงบทบาทสมมุติ อาจจะเป็นการสวมบทบาทของพ่อแม่กำลังดุผู้รับบริการแล้วดูอาการตอบสนองของผู้รับบริการ
4. การแสดงตัวแบบ(Modeling)
5. ผู้ให้บริการต้องเป็นตัวแบบในระหว่างการให้บริการปรึกษา
6. การผ่อนคลายความเครียด(Relaxgation)
7. เมื่อผู้รับบริการเกิดความเครียด จะต้องให้เขาได้ผ่อนคลายความเครียดบ้าง
8. ใช้จินตนาการในการใช้เหตุผลและอารมณ์ของตนเอง (Rational-Emotion Imagination)
9. ให้จิตนาการสถานการณ์
10. ยกตัวอย่างชีวประวัติ(Bibliography)
11. ให้เห็นว่า แม้คนเราจะมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่อง เราก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากมีความมานะพยายาม
12. การฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล(Rational Self Help Form)
13. กำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหาแล้วให้ผู้รับบริการได้เติมข้อความลงในแบบฟอร์ม เพื่อให้เขาได้ฝึกวิเคราะห์อารมณ์ ความคิด และความเชื่อ
14. การให้วิเคราะห์คำพูดของตนเองจากแถบบันทึกเสียง
15. ให้ผู้รับบริการปรึกษาฟังเทปสิ่งที่ตนพูด

สิ่งที่ผู้ให้บริการพึงหลีกเลี่ยง
1.ไม่ควรใช้เวลานานมากนักกับการฟังผู้รับบริการพูดถึงประสบการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พยายามให้ผู้บริการสรุปเรื่องราว เพื่อไม่ให้ย้ำคิดย้ำทำเรื่องนั้น
2. ไม่ควรให้ผู้รับบริการครุ่นคิดแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์นั้น แต่ช่วยให้วิเคราะห์ความคิด ความเชื่อเบื้องหลังที่ก่อให้เกิดความรู้สึกนั้น
3.ไม่ควรให้ผู้รับบริการเก็บกดหรือปล่อยอารมณ์มากเกินไป แต่พยายามลดความรู้สึกและขจัดออก
4. หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ผู้รับบริการพึ่งผู้ให้บริการ แต่พยายามส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขาเอง ให้ใช้สติปัญญาคิดพิจารณาสิ่งต่างๆเอง

ข้อดี
กลวิธีที่ใช้ในการให้บริการปรึกษาเป็นวิธีที่ปฏิบัติในห้องแนะแนว และผู้รับบริการสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

ข้อจำกัด
ผู้ให้บริการปฏิบัติตนเสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่นำปรัชญาของตนไปใส่ให้ผู้รับบริการ ซึ่งเป็นวิธีนำทางมากเกินไป อาจทำให้ผู้รับบริการไม่เป็นตัวของตัวเองได้



สรุป
เอลลิส กล่าวถึงขั้นตอนการให้คำปรึกษาตามทฤษฏีการให้คำปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม เป็น 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถกระทำได้ในการให้คำปรึกษากลุ่มดังนี้
1) แสดงให้ผู้รับคำปรึกษาเห็นว่าเขามีความคิดที่ไม่มีเหตุผล จะต้องช่วยให้เขาเข้าใจ ทำไมจึงมีความคิดเช่นนั้น ทำให้เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความคิดที่ไม่มีเหตุผลกับอารมณ์ไม่เป็นสุขต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
2) ทำให้ผู้รับคำปรึกษาเข้าใจว่า อารมณ์ไม่เป็นสุขจะมีอยู่ต่อไปเพราะยังคงมีความคิดที่ไม่มีเหตุผลอยู่
3) ทำให้ผู้รับคำปรึกษาเปลี่ยนความคิดของเขา โดยขจัดความคิดที่ไม่มีเหตุผล แล้วทดแทนขึ้นด้วยความคิดที่มีเหตุผล
4) วางแผนในการพัฒนาปฏิกิริยาโต้ตอบที่มีเหตุผลของผู้รับคำปรึกษา เพื่อพัฒนาพฤติกรรมที่มีเหตุผลหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้มั่นคงต่อไป