วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์(กลุ่มที่7)

      ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
ความเป็นมาของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
       ซิกมัน ฟรอย (Sigmund Freud 1856 – 1933) เป็นผู้ก่อตั้งจิตบำบัดแบบวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory) ฟรอยเกิดในปี ค.ศ. 1856 เป็นลูกคนแรกของครอบครัวชาวเวียนนา ที่มีลูกชาย 3 คน และลูกสาว 5 คน บิดาของเขาเป็นคนที่เคร่งครัดมาก ครอบครัวของฟรอยค่อนข้างขัดสน อาศัยอยู่ในอาคารชุดที่แออัด แต่ถึงกระนั้นก็ตามพ่อแม่ก็ส่งเสียเขาได้เรียนจบแพทย์ เขาจบแพทย์ศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเวียนนา เมื่ออายุได้ 26 ปี และได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้
       ฟรอย ได้ใช้ชีวิตของเขาในการพัฒนาทฤษฎีจิตวิเคราะห์ เขาเป็นคนแรกที่กล่างถึงจิตไร้สำนึกว่ามีบทบาทในการกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ เขาด้คิดเทคนิคใหม่ๆเพื่อทำความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์ เข้าใจบุคลิกภาพและพัฒนาวิธีการทางจิตบำบัดในบั้นปลายชีวิต ฟรอยป่วยเป็นโรคมะเร็งที่กรามและสิ้นชีวิตที่อังกฤษในปี ค.ศ. 1939.แนวคิดของฟรอย และวิธีการของเขาได้รับความยินยอมอย่างแพร่หลายและต่อมาได้มีนักจิตวิทยาบางท่านได้ปรับปรุงแนวคิดและวิธีการของฟรอยบางประการเสียใหม่ ซึ่งคือนักจิตวิทยากลุ่มฟรอยยุคใหม่ (Neo- Frudians) เป็นต้นว่าบุคคลต่อไปนี้


นักจิตวิทยากลุ่มฟรอยยุคใหม่

อัลเฟรด แอดเลอร์ ( Alfred Adler)
       แอดเลอร์ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของฟรอยที่ว่าเรื่องเพศเป็นปัญหาการปรับตัวของบุคคลเขามีแนวคิดว่าการที่บุคคลรู้สึกว่าตนมีปมด้อย (Feeting of inferiority) จึงด้ใช้ความพยายามในชีวิตให้เด่นขึ้น แต่วิธีไปสู่ความเด่นของแต่ละคนต่างกันจึงทำให้บุคลิกภาพต่างกัน เช่น บางคนใช้ความมานะพยายามไปสู่ความสำเร็จ แต่บางคนเมื่อเกิดความรู้สึกด้อยจะมีกลวิธีป้องกันจิตของตนเองต่างๆ เพื่อลบล้างความรู้สึกด้อย เช่น ฝันกลางวัน โทษผู้อื่น หนีความจริง อ้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง นอกจากนั้นแอดเลอร์เน้นกระบวนการแสวงหาความจริง (Ego) มากกว่ากระบวนการแสวงหาความสุขต่างๆของชีวิต แอดเลอร์เน้นการให้กำลังใจบุคคลให้เกิดความพยายามที่จะสู้ชีวิต ไม่ใช่รู้สึกเป็นศัตรูกับสังคม
       นอกจากนั้นแอดเลอร์ เป็นคนแรกที่เน้นเรื่องลำดับที่การเกิด ( Birth order) คือการเป็นลูกคนใดในครอบครัวนั้นมีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดบุคลิกภาพ เช่น ลูกคนโตจะมีความรับผิดชอบสูง เพราะบทบาทของความเป็นพี่ ส่วนลูกคนรองจะเป็นคนมีนิสัยชอบแข่งขันกับผู้อื่น เพราะชีวิตต้องแข่งขันกับพี่น้อง และมักมองคนในแง่ร้าย เนื่องจากประสบการณ์ที่ตนต้องเป็นรองพี่และต้องยอมน้อง ส่วนลูกคนสุดท้องมักจะไม่เป็นตัวของตัวเองและไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตน เนื่องจากประสบการวัยเด็กที่ถูกตามใจและมีคนทำสิ่งต่างๆตลอดจนตัดสินใจให้แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยเป็นจำนวนมากทั้งของไทยและต่างประเทศที่พบว่าลำดับที่ในการเกิดไม่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพเท่ากับการอบรมเลี้ยงดูและท่าทีของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก เช่น พ่อแม่เลี้ยงลูกเหมือนกันทั้งสามคน บุคลิกภาพของเด็กอาจไม่ต่างกันมากนัก


คาเรน ฮอร์นีย์ ( Karen Horney)
       ฮอร์นีย์ มีความเห็นตรงกับฟรอยที่ว่าวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญของชีวิตครอบครัวมีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็ก แต่ฮอร์นีย์เชื่อว่าโรงเรียนก็มีอิทธิพลต่อเด็กเช่นกัน บางคนเครียดและมีความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจมาตั้งแต่วัยเด็ก
       ฮอร์นีย์ มีความเห็นว่า คนแสวงหาความมั่นคงทางจิตใจ ( Need for security) ความวิตกกังวลเกิดจากการที่บุคลิกขาดความมั่นคงทางจิตใจ โดยที่เขาได้ประสบการณ์จากความสัมพันธ์อันไม่คงระหว่างเขากับครอบครัวหรือบุคคลแวดล้อมซึ่งทำให้เกิดความคิดว่าบุคคลในโลกเป็นศัตรูต่อเขาและคุกคามเขา นอกจากนั้นฮอร์นีย์ได้กล่าวไว้ว่าคนเราย่อมสร้าง “ตนในอุดมคติ” ( Ideal Seif) ไว้ซึ่งเมื่อ “ตนตามความเป็นจริง” ( real self) ไม่ตรงต่อ “ตนในอุดมคติ” คนจะเกิดความเครียด ซึ่งจะหันไปใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง เพื่อขจัดความขัดแย้งนั้นออกไป
       ดังนั้นผู้ให้บริการปรึกษาพึงช่วยเหลือผู้รับบริการ โดยพยายามให้ความเข้าใจและความอบอุ่นแก่ผู้รับบริการเพื่อให้เขาเกิดความมั่นคงด้านจิตใจ และช่วยให้เขาลบความขัดแย้งในจิตใจออกไป


แฮรี่ สแตค ซัลวิแวน ( Harry Stack Sullivan)
       ซัลวิแวน เชื่อว่าสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ( Interpersonal relation) มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ บุคคลจะพัฒนาความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง จาการที่ได้สังเกตปฏิกิริยาของบุคคลที่มีความสัมพันธภาพกับเขา ปัญหาเกิดจากการที่บุคคลพิจารณาตนเองผิดพลาดจากข้อเท็จจริงและขาดความอบอุ่นด้านจิตใจ


อีริค อีริคสัน ( Erick Erikson)
       อีริคสัน ได้อธิบายขั้นพัฒนาการของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยเน้นว่าประสบการณ์แต่ละวัยมีส่วนสำคัญต่อบุคลิกภาพ และพัฒนาการแต่ละวัยส่งผลกระทบถึงกัน จากความรู้เรื่องนี้นำไปสู่ความเข้าใจสาเหตุพฤติกรรมของบุคคลได้ละเอียดลออในทุกขั้นตอนของชีวิต
       สรุปได้ว่ากลุ่มฟรอยยุคใหม่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดบุคลิกภาพ ไม่ว่าจะเป็นด้านการคิด การรับรู้ ตลอดจนการตอบสนอง


การพิจารณามนุษย์และหลักการของทฤษฎีให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์

ผู้ให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์พิจารณามนุษย์และมีหลักการดังนี้คือ
         1. ลักษณะบางอย่างของมนุษย์ได้รับการกำหนดทางชีวภาพ ซึ่งถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่น ขอบข่ายสติปัญญา ลักษณะทางร่างกาย
         2. บุคลิกภาพของมนุษย์ได้รับการวางรากฐานมาตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งช่วงที่บุคคลได้รับประสบการณ์ต่างๆเข้ามามากมายแล้วก่อตัวเป็นบุคลิกภาพ เช่น วิธีที่บุคคลโต้ตอบสิ่งแวดล้อม เป็นคนก้าวร้าว ขี้ขลาด หรือกล้า มีความมั่นคงทางด้านจิตใจหรือไม่ขึ้นกับประสบการณ์ในวัยเด็กเป็นสำคัญ
         3. จิตใจมนุษย์เหมือนก้อนน้ำแข็ง ส่วนที่โผล่ขึ้นเหนือระดับน้ำคือส่วนของจิตสำนึก ส่วนที่อยู่ใต้น้ำคือส่วนของจิตไร้สำนึก ซึ่งทั้งสองส่วนมีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของบุคคล ดังนั้นพฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์ไม่เพียงแต่จะกระทำโดยรู้ตัวเนื่องจากแรงจูงใจในระดับจิตใต้สำนึก ( Conscious motive) เท่านั้น เช่น เราเรียนหนังสือเรารู้ตัวว่าเกิดจากแรงจูงใจที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต แต่มีพฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างของเราที่เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว โดยเกิดจากแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึก (Unconcious motive) เช่น เด็กบางคนขโมย อาจไม่ใช่อยากได้ของนั้น แต่อาจเกิดจากความต้องการความสนใจจากพ่อแม่ คือเมื่อสืบสวนพบว่าเขาเป็นผู้ขโมย พ่อแม่ก็หันมาสนใจเขาซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ตัวหรือไม่ตระหนักว่าการขโมยของเขานั้นเนื่องมาจากแรงผลักดันด้านความต้องการความสนใจผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องตระหนักว่าพฤติกรรมของบุคคลเกิดจากแรงจูงใจในระดับจิสำนึกและจิตใต้สำนึก
          4. บุคลิกภาพประกอบด้วยการทำงานของระบบ Id ระบบ Ego และระบบ Superego
           ระบบ Id ( Pleasure Principle) เป็นระบบที่มนุษย์แสวงหาความพอใจ เช่น ต้องการอาหาร ต้องการทรัพย์สิน ต้องการเกียรติ เมื่อเกิดความต้องการแต่ยังสนองความต้องการนั้นไม่ได้ มนุษย์จะพยายามลดความเครียดโดยใช้จิตนาการ เช่น ความหิวจะจินตนาการถึงอาหาร เป็นการพยายามสนองความปรารถนา ( Wish fulfillment ) ซึ่งฟรอยรียกว่าเป็นการพยายามสนองความปรารถนาอย่างไร้เหตุผล โดยไม่ได้นึกถึงสภาพความเป็นจริง
           ระบบ Ego (Reality Principle ) เป็นระบบแห่งความเป็นจริง เป็นระบบที่ติดต่อกับโลกภายนอก เป็นระบบที่หาวิธีสนอกความต้องการที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ เมื่อการใช้จินตนาการไม่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่เป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติในสภาพเป็นจริง ระบบ Ego ก็จะแสดงบทบาทซึ่งเป็นเรื่องของการคิดอย่างมีเหตุผล เท่ากับเป็นระบบ “บริหาร” ของบุคลิกภาพ เพราะเป็นระบบที่ตัดสินว่าควรกระทำอย่างไรเพื่อให้สนองความต้องการ
         ระบบ Superego ( Conscience Principle) เป็นระบบมโนธรรม ซึ่งมนุษย์ได้รับการขัดเกลาจากสังคมให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว เป็นตัวประเมินว่าการกระทำใดถูกหรือผิด ให้ทำในสิ่งที่ดี และหักห้ามใจไม่ให้ทำชั่ว
จากการทำงานของระบบทั้งสามนี้จะก่อให้เกิดบุคลิกภาพของบุคคล เช่น ถ้าบุคคลใดมีมโนธรรมสูง    
          ระบบ Superego จะเป็นตัวหลักควบคุมการแสดงออกของบุคคลนั้น เขาจะระงับการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ เช่น แม้จะมีช่องทางทุจริตเพื่อตอบสนองความต้องการด้านทรัพย์สินแต่บุคคลนั้นยังมุ่งมั่นทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นบุคลิกภาพที่เด่นชัดของเขา
ดังนั้นถ้าสามระบบทำงานประสานกันด้วยดีและมีความคงที่ ส่งผลให้บุคคลปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของเขา บุคคลนั้นจะเป็นคนที่มีสุขภาพดี แต่ในทางตรงข้ามถ้าทั้งสามระบบเกิดความขัดแย้งกันจะทำให้บุคคลเกิดปัญญา เช่น บุคคลที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างความต้องการกับมโนธรรมแล้วใช้วิธีเก็บกดความต้องการ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปรับตัวไม่ได้ขึ้น
          5. ความวิตกกังวลเป็นต้นเหตุของการแก้ปัญหาอย่างไร้ประสิทธิภาพฟรอยได้แบ่งความวิตกกังวลเป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
         ก. ความวิตกกังวลจากสิ่งแวดล้อม ( real or objective anxiety) สาเหตุของความกังวลมาจากสิ่งนอกตัว เช่น ตกงาน สูญเสียผู้ที่ตนรัก คาดหวังสิ่งใดแล้วกังวลว่าจะไม่ได้ตามที่คาด
         ข. ความวิตกจริต ( neurotic anxiety ) มี 3 รูปแบบดังนี้คือ
ความวิตกกังวลแบบเลื่อยลอย ( free floating from) ไม่รู้ว่าวิตกกังวลเรื่องอะไรกันแน่ มีลักษณะเลื่อนลอย สับสน เป็นความรู้สึกหวาดหลัวที่ไม่รู้แน่ชัด
ความวิตกกังวลในสิ่งที่ไม่น่าวิตก ( phobic form) เช่น กลัวที่แคบ กลัวมีดพับ วิตกกังวลกับการออกนอกบ้าน
ความวิตกกังวลอย่างรุนแรง (panic form) วิตกกังวลอย่างร้ายแรงจนถึงขั้นฆ่าตัวตาย หรือประกอบอาชญากรรม
         ค. ความวิตกกังวลเกี่ยวกับศีลธรรมจรรยา (moral anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่เนื่องจากการกระทำไม่สอดคล้องกับความรู้สึกผิดชอบ - ชั่วดี จึงเกิดความรู้สึกผิดขในจิตใจ ( guilty feeling)



          6. เมื่อเกิดความวิตกกังวลจะเป็นสาเหตุให้การคิดและแก้ปัญหาของบุคคลหย่อนสมรรถภาพ ระบบ Ego ( reality principle) จะทำงานอย่างไม่ได้ผลบุคคลจะไปใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง ( defense mechanism) ซึ่งเป็นการกระทำและการคิดโดยจิตไร้สำนึก เป็นการหลอกตนเอง เป็นการบิเบือนความจริง เป็นต้นว่าใช้กลวิธีดังต่อไปนี้
การอ้างเหตุผลเข้าข้างตนเอง (rationalization)
          เป็นการที่บุคคลอ้างเหตุผลขึ้นมา แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ถูกต้อง เป็นเหตุผลที่หลอกตนเองและผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว เพื่อให้ตนเกิดความสบายใจ เช่น ใช้วิธีองุ่นเปรี้ยว(sour grape) อยากได้สิ่งใดแล้วไม่ได้ จะหลอกตนเองว่าสิ่งนั้นไม่ดี เช่น ใจจริงอยากดำรงตำแหน่งผู้บริหารแล้วไม่ได้ดี เพราะจะทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่าย หรือวิธีมะนาวหวาน (sweet lemon) ปลอบใจตนเอง คือสิ่งมีเป็นสิ่งไม่ดี แต่จะหลอกตนเองว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี เช่นเป็นคนขี้ลืมก็จะอ้างเหตุผลว่าดีแล้วที่ขี้ลืมจะได้ไม่มีเรื่องกังวลใจมาก
การปฎิเสธความจริง(denial of reality)
        เมื่อความจริงเป็นสิ่งที่ไม่น่าชื่นชมหรือก่อให้เกิดความเจ็บปวดใจก็จะปฎิเสธความจริงนั้นเช่น พ่อแม่ที่มีลูกปัญญาอ่อนแม้แพทย์จะยืนยัน พ่อก็จะยืนกรานว่าลูกไม่ใช่เด็กปัญญาอ่อน หรือตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าสามีนอกใจแต่ภรรยาแต่ภรรยาก็ปฎิเสธเพื่อปลอบใจตนเองว่าไม่เป็นจริง
การเพ้อฝัน(fantasy)
        เป็นการเพ้อฝันเพื่อให้ตนเองสบายใจ เช่น เพ้อฝันว่าตนเองเป็นผู้ชนะหรือประสบความสำเร็จ(conquering hero) หรือเพ้อฝันว่าตนเองเป็นวีรบุรุษหรือวีรสตรีที่ประสบความผิดหวัง(suffering hero)แต่ในที่สุดก็มีผู้เห็นใจ
การแยกตัวเองออกต่างหาก(withdrawal)
เมื่อไม่ประสบความสำเร็จจะแยกตัวออก เช่น บางคนไม่ประสบความสำเร็จในการเข้าสังคมจะแยกตัวออกห่าง ไม่พูดคุยสังสรรค์กับผู้ใด


การมีพฤติกรรมถดถ้อย(regression)
           เป็นการถดถ้อยไปมีพฤติกรรมเหมือนเด็ก เช่น ถูกแม่ดุ ทำงอน ปิด ประตูขังตัวเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ตนเคยทำเทื่อเป็นเด็กแล้วมีผู้ปลอบโยน
การระบายความรู้สึกกับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง(displacement)
           เป็นวิธีการที่บุคคลสร้างสถานการณ์ที่ก็ไม่ให้เกิดความรู้สึกลำบากใจหรือตึงเครียดมาแทนสถานการณ์ที่ตึงเครียด เช่นโดนหัวหน้าดุ โต้ตอบไม่ได้ หันมาดุลูกน้องแทน ลูกน้องจะมีสภาพเหมือนแพะรับบาป
การโยนความผิด(projection)
         การโยนความผิด เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับการยอมรับหมดไป เช่น ได้คะแนนไม่ดี จึงโทษอาจารย์ว่าสอนไม่ดีหรือออกข้อสอบกำกวมเป็นเหตุให้เขาเสียคะแนน
การใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองเป็นการลดความเครียดชั่วคราวแต่ไม่ใช้หนทางแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไม่ได้แก้ที่สาเหตุของปัญหา การใช้กลวิธีป้องกันจิตใจของตนเองจะทำให้บุคคลบิดเบือนความจริง ซึ่งถ้าใช้บ่อยๆจะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
          7. การให้บริการปรึกษาเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการแก้ปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ใช่การอบรมสั่งสอน
          8.การศึกษาประวัติของผู้รับบริการ จะทำให้เข้าใจพฤติกรรมในปัจจุบันและคาดคะเนพฤติกรรมในอนาคตของเขาได้
จุดมุ่งหมายของการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
         1.การให้บริการปรึกษาแบบนี้จะเป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกมาสู่ระดับจิตสำนึก เพื่อให้เข้าใจสาเหตุพฤติกรรมของตนอันจะทำให้ผู้รับบริการสามารถเปลี่ยนโครงสร้างบุคลิกภาพของเขาได้(restructuring personality)โดยมีหลักการว่าความขัดแย้งในจิตใจ ความวิตดกังวล และกลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง จะเป็นอุปสรรคต่อความคิดอ่านของผู้รับบริการและทำให้ไม่สามารถเข้าใจตนเองและไม่สามารถติดต่อกับบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเข้าใจความขัดแย้งในจิตใจ ความวิตกกังวล และกลวิธีป้องกันตนเองจะช่วยให้ผู้บริการมองสภาพการณ์ต่างๆในชีวิตด้วยสายตาใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่พฤติกรรมใหม่
          2.การลดความวิตกกังวลของผู้รับบริการเพื่อให้ระบบเหตุผลในการพิจารณาสิ่งต่างๆตามข้อเท็จจริง(ego)เข้มแข็งขึ้นทำงานได้โดยมีประสิทธิภาพโดยใช้กระบวนการคิดอย่างมีเหตุผล(rational process) ลดการใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองลง
           ถ้าผู้รับบริการลดความรู้สึกถูกคุกคามด้านจิตใจลง พลังงานที่ใช้ในกลวิธีป้องกันจิตใจจะลดลง จะได้นำพลังงานไปใช้ในการคิดอย่างมีเหตุผล ตัวอย่างเช่น ถ้าการให้บริการปรึกษาได้ผล ผู้ให้บริการปรึกษาจะเข้าใจว่าวันนี้ที่เขาหงุดหงิดเพราะได้ต่อสู้กับปัญหาในการทำงานมามาก หรือที่เขาตีลูกโดยปราศจากเหตุผลเพราะเขาต้องต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้าเขาอยู่
         3. ทำให้สุภาพจิตของผู้รับบริการดีขึ้น จุดประสงค์ของการให้บริการปรึกษาคือ การช่วยบุคคลในการแก้ปัญหา และเกิดการสบายใจขึ้นหลังจากนั้น ช่วยให้เขามีความสุข มีชีวิตชีวา ส่งผลต่อมนุษยสัมพันธ์ของเขาด้วย
        4. การให้บริการปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักและพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างกว้างขว้างขึ้น
การนำจิตวิเคราะห์ไปใช้ในการให้บริการปรึกษา
          เนื่องจากฟรอยได้ใช้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในการบำบัดผู้ป่วยรักษาผู้ป่วยโรคจิตโรคประสาท และต่อมาผู้ให้บริการปรึกษาได้นำแนวความคิดและกลวิธีของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ไปใช้ในการให้บริการปรึกษาดังนี้คือ
        1. นำทฤษฎีไปใช้เพื่อทำการเข้าใจโครงสร้างของพฤติกรรมและบุคลิกภาพ เช่น เด็กที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง อาจมีความรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก การสืบประวัติจะทำให้ตีความหมายพฤติกรรมของเด็กผู้นั้นได้แม่นขึ้นซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาควรอธิบายสิ่งเหล่านี้แก่ครูและผู้ปกครองของเด็ก
        2. นำกลวิธีของจิตวิเคราะห์ไปใช้ในให้บริการปรึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้รับบริการลดความวิตกกังวล ระบบเหตุผลในการพิจารณาสิ่งต่างๆตามข้อเท็จจริงจะได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเอง กลวิธีต่างๆที่ใช้มีดังนี้
การแสดงมโนภาพโดยเสรี ( Free Imagery)
         ผู้ให้บริการปรึกษาจะให้ผู้รับบริการอยู่ในอิริยาบถที่ผ่อนคลาย และเล่าความนึกคิดออกมาอย่างเสรี ซึ่งจะช่วยให้เขาได้ระบายอารมณ์ ได้ผ่อนคลาย ให้เขาได้เล่าทุกอย่างที่อยู่ในความคิด ความรู้สึกของเขา ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวด ไร้สาระหรือไร้เหตุผลก็ตาม ซึ่งสัมธภาพระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการจะต้องดีอย่างยิ่ง จนทำให้ผู้รับบริการไว้วางใจที่จะเล่าสิ่งต่างๆที่อยู่ในจิตใจเขาออกมา ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในจิตใจหรือแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกต่างๆที่ซุกซ่อนไว้ เป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกที่ถูกเก็บกดออกมาให้ปรากฏ
การตีความหมาย ( Interpretation)
          ผู้ให้ริการปรึกษาจะตีความหมายคำพูด การคิดคำนึง ความรู้สึก และเรื่องเราของผูรับบริการเป็นต้นว่า ในระหว่างการแสดงมโนภาพโดยเสรี ผู้ให้บริการปรึกษาจะพิจารณาว่าผู้รับบริการพูดอะไรซ้ำๆบ้าง หรือใช้กลวิธีป้องกันจิตใจตนเองแบบใด เพื่อจะได้นำไปพิจารณาหาสาเหตุของปัญหา
           นอกจากนั้นการตีความหมายยังรวมถึงการที่ผู้ให้บริการปรึกษาชักชวนให้ผู้รับบริการได้รวบรวมความคิด ความรู้สึก เพื่อตีความหมายสภาพการต่างๆด้วยตนเอง
ตัวอย่าง
          ผู้ให้บริการปรึกษา “คุณพูดว่าผมเหมือนตำรวจที่เฝ้าแต่ตรวจสอบคุณเมื่อ 1 นาทีก่อนหน้านี้คุณเล่าว่าคุณพ่อโกรธคุณ พ่อจ้องหน้าคุณโดยไม่พูดอะไรสักคำ เมื่อคุณฉวยเอารถคุณพ่อไปขับโดยไม่ขออนุญาต คุณจะพูดถึงความรู้สึกของคุณที่มีต่อผมและคุณพ่อของคุณได้ไหมครับ”
การวิเคราะห์ความฝัน ( Dream Analysis)
         ผู้รับบริการอาจเล่าความฝันให้ผู้รับบริการปรึกษาฟัง แล้วผู้ให้บริการปรึกษาจะวิเคราะห์ความฝันของผู้รับบริการ โดยยึดว่าหลักของความฝันเป็นสัญลัษณ์ ( Symbols) ของแรงจงใจในระดับจิตไร้สำนึก อาจเป็นความปรารถนา ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ เช่น ความกลัว ความกังวล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตีความหมายสัญลักษณ์นั้นไปในลักษณะตายตัว เช่น งูอาจเป็นสัญลักษณ์ทางเพศ หรืออาจเป็นสัญลัษณ์ของกาเที่ยวป่าก็ได้
ตัวอย่างวิเคราะห์ความฝัน
         นิสิตหญิงปีที่ 1 หลังจากสอบกลางภาค เธอมีผลสอบต่ำมาก ซึ่งเธอเกรงว่าจะดึงเกรดสูงขึ้นไม่ได้ เธอเล่าว่าระยะนี้เธอฝันร้ายอยู่เรื่อย เช่น ฝันว่าเข้าไปในป่าพบสิงห์สาราสัตว์ที่น่ากลัว คอยขบกัดเธอ ตื่นขึ้นมาด้วยเนื้อตัวสั่นเทา มีเหงื่อออกทั่วตัว
          ผู้ให้บริการปรึกษาวิเคราะห์ความฝันของเธอว่า สัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลายที่คอยขบกัดเธอในความฝัน เปรียบเหมือนข้อสอบยากๆทำให้เธอกลัวมาก ซึ่งการฝันเช่น นั้นเพราะเธอกังวลว่าจะสอบไม่ผ่าน จะไม่สามารถดึงเกรดให้สูงขึ้นมา เธอกังวลว่าจะถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัย ซึ่งยอมรับไม่ได้
การวิเคราะห์การถ่ายทอดอารมณ์ ( Analysis of transference)
         การที่เรารู้สึกไม่ถูกชะตากับใครในทันทีทันใดที่เรารู้จักเขา อาจเป็นการที่เราถ่ายทอดความรู้สึกไม่ชอบผู้ใดในอดีตมาสู่ผู้นั้น การวิเคราะห์การถ่ายทอดอารมณ์เป็นการดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกออกมา
ตัวอย่างที่ 1
         “ตอนนี้เหมือนคุณรู้สึกไม่พอใจที่พูดคุยกับผม คุณอาจเกิดความรู้สึกที่ไม่อยากพูดกับผม เป็นเพราะผมไปพูดสะกิดถึงผู้หนึ่งผู้ใดในอดีตของคุณใช่ไหม”
ตัวอย่างที่ 2
          สมมติว่าผู้รับบริการมีปัญหาเกี่ยวกับสัมธภาพในครอบครัว เขาแค้นเคืองน้องของเขามาก ในระหว่างการสนทนา ผู้รับบริการอาจหันไปตวาดผู้ให้บริการปรึกษาว่า “อย่ามายุ่ง” เป็นการถ่ายทอดอารมณ์ที่ผู้รับบริการมีในอดีตกับน้อง ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการช่วยดึงแรงจูงใจในระดับจิตสำนึก ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดจากการเก็บกด
การใช้ไหวพริบจับประเด็นคำพูดและสิ่งที่พลั้งปาก (Use of paraphrases and Wit )
           ผู้ให้บริการปรึกษาจะสังเกตผู้ให้บริการพลั้งปากออกมา เป็นเครื่องมือที่จะทำความเข้าใจแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึก เช่น พลั้งปากออกมาว่า เกลียดแม่แล้วรีบแก้ว่าไม่ใช่
ผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องใช้ไหวพริบ สรุปคำพูด จับประเด็น แล้ววิเคราะห์สาเหตุของปัญหา
         3. ในการดำเนินการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ ครั้งแรกผู้ให้บริการจะช่วยให้ผู้บริการเกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจว่า ผู้ให้บริการปรึกษาพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ ให้ความอบอุ่น และควรชี้แจงให้ผู้รับบริการว่าทราบว่าการแก้ปัญหาของผู้รับบริการไม่ใช่เรื่องง่าย เป็นสิ่งที่ทั้งผู้ให้บริการปรึกษาและผู้รับบริการจะต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่
ผู้รับบริการมักจะรู้สึกว่าตนผิดปกติ และต้องการหลุดพ้นจากความวิตกกังวลที่รบกวนจิตใจอยู่ ซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาควรแสดงให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าปัญหาของเขาไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด หรือเหลือความสามารถที่จะแก้ได้
ผู้ให้บริการปรึกษาจะสนับสนุนให้ผู้รับบริการเปิดเผยอย่างเต็มที่ จะเก็บความลับ จริงใจ และสนใจที่จะช่วยเหลือผู้รับบริการอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ทำไปตามหน้าที่เท่านั้น ผู้ให้บริการปรึกษาจะพยายามช่วยให้ผู้รับบริการมั่นใจว่าตนสามารถช่วยผู้รับบริการได้ ถ้าผู้รับบริการให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
         4. การสิ้นสุดการให้บริการปรึกษา จะกระทำต่อเมื่อผู้ให้บริการปรึกษาสังเกตว่าผู้รับบริการเลิกบ่นพูดถึงประสบการณ์ในอดีต และมีสัมธภาพแบบปกติกับผู้ให้บริการปรึกษาได้แล้ว คือ พูดจามีเหตุผล ใช้สติปัญญาใคร่ครวญเหตุการณ์ต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างการผู้ให้บริการปรึกษาจิตแบบวิเคราะห์
ผู้รับบริการเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี มาหาให้ผู้บริการปรึกษาเอง โดยเล่าให้ฟังว่าเขาไม่มีความสุขมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งคู่ แม่เป็นแม่บ้าน พ่อเป็นผู้จัดการบริษัท ผู้รับบริการมีน้องสาวคนหนึ่ง ซึ่งอายุอ่อนกว่าเขา 3 ปี ผู้รับบริการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ห่างจากภูมิลำเนาเดิม เขามีโอกาสกลับบ้านตอนปิดภาคเท่านั้น ผู้รับบริการบอกว่าเขารู้สึกห่างเหินจากพ่อ
        ที่ตัดตอนมาเป็นตัวอย่างนี้ เป็นระยะที่ผู้รับบริการไม่ค่อยพูดหรือแสดงความรู้สึก ดังนั้นผู้ให้บริการปรึกษาจึงใช้กลวิธีให้ผู้รับบริการแสดงมโนภาพเสรี ( free imagery) เพื่อดึงแรงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกออกมา แล้วนำมาอภิปรายกัน ซึ่งจะมีการตีความหมายด้วย จากการตีความหมายของผู้ให้บริการปรึกษาวินิจฉัยว่าผู้รับบริการต้องการความรักจากพ่อ และต้องการให้พ่อเป็นแบบอย่าง
ตัวอย่าง
ผู้ให้บริการปรึกษา : ให้นั่งพิงอย่างสบาย หลับตา แล้วเล่าว่านึกถึงหรือเห็นอะไรบ้าง ขอให้เล่าให้ ฟังให้หมด แม้ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม
ผู้รับบริการ : ผมกับแม่เดินจูงมือกันเข้าไปในป่า ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ มืดครึ้ม มีแสง อยู่นิดเดียว ผมอยากสำรวจทางอีกแต่ผมก็กลัว และรู้ว่าแม่ก็คงไม่ไปกับผม ในที่สุดผมหลุดมือไปจากแม่และท่องเทียวไปในป่าอย่างลำพัง เป็นทาง แคบๆและในที่สุดก็หลงทาง ผมรู้สึกกลัวและตกลงไปในโครนดูด รู้สึกก้าว เท้าไม่ออก (เงียบสักครู่)
ผู้ให้บริการปรึกษา : ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือจะมีคนมาช่วย(ผู้ให้บริการปรึกษาขัดจังหวะ เพื่อไม่ให้ผู้รับบริการเกิดความเครียดมากเกินไปและเพื่อให้การแสดงมโน ภาพได้ดำเนินต่อไป)
ผู้รับริการ : มีผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เดินมาที่ผมเงียบๆแล้วดึงผมขึ้นจากหลุม เมื่อ ผมขึ้นมาจากหลุมแล้วผมปีนขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วปอกเปลือกไม้ตามกิ่งออก ชายคนนั้นนั่งรออยู่ข้างล่าง ในที่สุดผมก็ลงมาจากต้นไม้ มันเงียบมากไม่มี เสียงเลย ผมมีความรู้สึกเหมือนพูดไม่ออกรู้สึกแปลกๆ ผมกับชายคนนั้น ไม่ได้พูดอะไรกันเลย
ผู้ให้บริการปรึกษา : หลับตาให้สนิท และทำตัวทำใจให้สบายอาจารย์จะให้ดินสอกับปากกาคุณ (ผู้ให้บริการปรึกษาคิดว่าจะต้องค้นพบความรู้สึกต่อต้านของผู้รับบริการและ เข้าใจความรู้สึกของผู้รับบริการที่อยู่เบื้องหลังความไม่สามารถในการสื่อ ความหมายของเขา )
ผู้รับบริการ : ครับ ผมรับดินสอกับกระดาษแล้ว และยื่นส่งให้ชายคนนั้น เขาก้มลงเขียน ข้อความลงไปแล้วส่งให้ผมแต่กระดาษนั้นพับพับอยู่ทำให้ผมไม่เห็นข้อความ นั้น ผมอยากลืมตา ผมรู้สึกอยากวิ่งหนี
ผู้ให้บริการปรึกษา : อาจารย์เข้าใจ หลับตาลง คุณเห็นกระดาษนั้นหรือยัง
ผู้รับบริการ : ครับ แต่มันยังคงพับอยู่ มันอยู่ในมือผม กระดาษนั้นยังขาวสะอาด
ผู้ให้บริการปรึกษา : ลองเปิดอ่านดูซิ
ผู้รับบริการ : มีข้อความว่า “ฉันต้องการคุณ” (เงียบไปนาน) ผมรู้สึกอยากร้องตะโกน ออกมาอยากร้องไห้.....
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมเข้าใจว่าคุณรู้สึกโกรธและสะเทือนใจแค่ไหนต่อจากนั้นก็ดำเนินการให้ การปรึกษาในลักษณะการสนทนาตามปกติ
ผู้ให้บริการปรึกษา : เอาละ
ผู้รับบริการ : เรามาตรงประเด็นแล้วใช่ไหมครับ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ใช่ครับ ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
ผู้รับบริการ : อาจารย์คงรู้แล้วใช่ไหมว่ามันหมายความว่าอย่างไร
ผู้ให้บริการปรึกษา : ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก อาจารย์คิดว่าคุณมีความรู้สึกเครียดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คุณมีความรู้สึกทั้งโกรธและสะเทือนใจ
ผู้รับบริการ : ผมคิดว่าถูกแล้ว แต่ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผู้ให้บริการปรึกษา : เป็นความรู้สึกที่คุณมีมานานแล้ว
ผู้รับบริการ : ครับ ( พยักหน้า)
ผู้ให้บริการปรึกษา : มีอะไรที่สำคัญกว่านั้นที่คุณยังไม่ได้บอกอาจารย์หรือเปล่า มันอาจจะยากสัก หน่อยที่จะบรรยายออกมา
ผู้รับบริการ : ครับ อาจารย์จำเรื่องที่ผมเล่าให้อาจารย์ฟังเกี่ยวชายคนหนึ่งที่นั่งรอผมอยู่ใต้ ต้นไม้ได้หรือเปล่า
ผู้ให้บริการปรึกษา : ครับ
ผู้รับบริการ : เขาเดินวนไปมารอบๆ
ผู้ให้บริการปรึกษา : เหมือนกับว่าเขาหงุดหงิด หรือทนอะไรไม่ได้ใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ไม่ใช่ แต่เป็นกิริยาที่เขาทำเสมอ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมเข้าใจละ เล่าต่อไป
ผู้รับบริการ : เขาเดินวนเหมือนที่พ่อขอบทำ แต่ไม่ใช่เพราะหงุดหงิดหรือขุ่นเคือง มันก็ เหมือนที่อาจารย์ชอบทำ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ผมไม่รู้ตัวมาก่อนว่าผมชอบเดินวนไปมาจนกระทั่งคุณบอก ตอนนี้มีสาม ประเด็นคือ ชายคนนั้นในจินตนาการ คุณพ่อของคุณ และผมมีอะไรเกี่ยว โยงระหว่างบุคคลทั้งสามบ้าง
ผู้รับบริการ : อาจารย์มีบางอย่างคล้ายพ่อของผม ไม่ใช่แค่เรื่องเดินวนไปมา ตอนที่ผมจะ ออกจากประตูแล้วอาจารย์ตบไหล่ผมจำได้ไหม
ผู้ให้บริการปรึกษา : ครับ
ผู้รับบริการ : ผมรู้สึกอยากให้อาจารย์โอบไหล่ผม อยากให้อาจารย์กอดผม ฟังดูเหมือน คนบ้าไหมครับ
ผู้ให้บริการปรึกษา : ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่แน่ๆคุณจะรู้สึกพอใจถ้าอาจารย์ทำอย่างนั้นกับคุณใช่ ไหม เหมือนกับที่พ่อเคยทำกับคุณใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ผมอยากให้พ่อทำบ่อยกว่านั้น ผมรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมกับพ่อห่าง กัน หรือมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
ผู้ให้บริการปรึกษา : มีความรู้สึกเหมือนในจินตนาการที่เล่าให้ฟังใช่ไหม
ผู้รับบริการ : ครับ ผมรู้สึกอยู่เรื่อยว่าถ้าพ่อจะอยู่ใกล้ชิดกับผมเหมือนที่ผมต้องการคงจะ ทำให้ผมมีความสุข แต่พ่อไม่เคยทำ หรือไม่มีท่าที่จะทำเช่นนั้น (ถอนหายใจ ลึกๆ)
ผู้ให้บริการปรึกษา : คุณต้องการได้รับความรักจากพ่อเหมือที่คุณรักพ่อ แต่ไม่ได้รับสิ่งนี้ นี่เป็น เหตุผลที่คุณเห็นข้อความในกระดาษจากจินคนาการว่า “ ผมต้องการคุณ”
ผู้รับริการ : ใช่ครับ ผมอยากให้พ่อแสดงความรักต่อผม
ผู้ให้บริการปรึกษา : อาจารย์เข้าใจ
หมายเหตุ จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการปรึกษาช่วยให้ผู้รับบริการได้เข้าใจพฤติกรรมของตนเอง และในขั้นตอนต่อไปผู้ให้บริการปรึกษาได้ส่งเสริมให้ผู้รับบริการมีความเป็นตัวของตัวเอง มีค่านิยมของตนเอง ไม่ต้องอิงอยู่กับพ่อแม่เหมือนเด็กเล็กๆอีกต่อไป
คำวิจารย์การให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์
ได้มีผู้วิจารย์การให้บริการปรึกษาแบบวิเคราะห์ไว้ดังนี้คือ
ข้อดี
       1. จิตวิเคราะห์เป็นทฤษฎีแรกที่เสนอแนวคิดว่าพฤติกรรมของมนุษย์อาจได้รับการกระตุ้นจากแรงผลักดันในระดับจิตไร้สำนึกซึ่งเขาไม่รู้ตัว
       2. แนวคิดของจิตเคราะห์เรื่องประสบการณ์ในวัยเด็กนั้นมีผู้นำไปใช้มากและช่วยกระตุ้นให้มีผู้ทำวิจัยในเรื่องนี้ต่อไป
       3. จิตวิเคราะห์ได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดความกังวลอย่างละเอียดและอธิบายถึงกระบวนการให้ความช่วยเหลือด้วยกลวิธีต่างๆ
       4. จิตวิเคราะห์เน้นว่า การบำบัดรักษาไม่ใช่การอบรมสั่งสอน
       5. จิตวิเคราะห์เป็นวิธีการที่มีการเชื่อมโยงระหว่างทฤษฎีกับเทคนิคหรือกลวิธีเป็นอย่างมาก
       6. กลวิธีทางจิตวิเคราะห์เหมาะสำหรับบุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ลึกซึ้ง จะต้องมีการปรับโครงสร้างของบุคลิกภาพใหม่
       7. การให้การปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์เป็นทฤษฎีที่อธิบายกระบวนการทางจิตอย่างละเอียดลออ ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายแขนง เช่น วรรณคดี ศิลปะ ดนตรี มนุษยวิทยาและสังคมวิทยา
ข้อจำกัด
       1. จิตวิเคราะห์มองมนุษย์ในแง่ร้าย โดยคิดว่าธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าเกลียด มนุษย์เป็นทาสแห่งความต้องการของตนเอง
       2. จิตวิเคราะห์เน้นประสบการณ์ในวัยเด็กมากเกินไป ซึ่งทำให้ดูเหมือนดูถูกว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถ ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตนเอง ไม่มีศักดิ์ศรี และไม่มีเสรีภาพ ต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามประสบการณ์ที่ได้รับมา หรือสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลมากเกินกว่าที่จะควบคุมวิถีชีวิตของตนเองได้
       3. จิตวิเคราะห์ไม่ได้ให้เกียรติในความมีเหตุผล หรือการใช้วิจารณญาณของมนุษย์


สรุปความ
       ทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ เน้นการช่วยบุคคลที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์อันเนื่องมาจากประสบการณ์ จุดประสงค์คือ การช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจพฤติกรรมของตนเองทั้งในระดับจิตสำนึกและไร้สำนึก เพื่อจะได้หาทางแก้ปัญหาหรือปรับปรุงตนเอง โดยยึดหลักว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องตกเป็นทาสของประสบการณ์ในอดีตต่อไป ผู้ให้บริการปรึกษาจะช่วยให้ผู้รับบริการได้ใช้ศักยภาพและแหล่งความช่วยเหลือจากสิ่งแวดล้อมในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพของตนเอง
ทฤษฎีการให้บริการปรึกษาแบบนี้ได้ใช้หลักการของจิตวิเคราะห์ โดยเฉพาะหลักการที่ว่า โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์มีแรงผลักดันที่จะแสวงหาความพึงพอใจสู่ตนเอง ซึ่งมนุษย์จะต้องปรับตัวให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการกับสภาพความเป็นจริงและศีลธรรมจรรยาของสังคม ผู้ให้บริการปรึกษามีบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญในการช่วยให้บุคคลไปสู่ภาวะสมดุลย์และช่วยให้ชนะความอ่อนแอหรือความต้องการของตน ช่วยให้เขาคิดอย่างมีเหตุผล และสำรวจได้ว่า แจงจูงใจในระดับจิตไร้สำนึกของตนคืออะไร คือช่วยให้ผู้รับบริการทราบถึงสาเหตุแห่งการปรับตัวไม่ได้ของเขาซึ่งจะก่อให้เกิดความเข้าใจตนเอง และนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงความคิด ผู้ให้บริการปรึกษาจะเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้ระบายความรู้สึกเก็บกดในวัยเด็กออกมา และแทนที่ด้วยความคิดอย่างมีเหตุผลตามระบบแห่งความเป็นจริง
       ผู้ให้บริการปรึกษาแบบจิตวิเคราะห์ จะปรับกระบวนการให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน มีทั้งกลวิธีที่แสดงถึงการยอมรับ การเข้าใจความรู้สึกและเนื้อหาบรรยากาศที่อบอุ่นเป็นมิตร ตลอดจนถึงกลวิธีดึงแรงจูงใจที่อยู่ในระดับจิตไร้สำนึกของผู้รับบริการออกมาให้ปรากฏ
       ข้าพเจ้ามีความคิดว่า ผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะในการใช้กลวิธีของจิตวิเคราะห์อาจจะมีข้อจำกัดในการนำกลวิธีเหล่านั้นไปใช้ในการให้บริการปรึกษา แต่หลักการของทฤษฎีจิตวิเคราะห์มีประโยชน์มากในการช่วยให้เข้าใจโครงสร้างของพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้รับบริการ ทฤษฎีนี้เป็นต้นฉบับในการอธิบายการใช้กลวิธีการป้องกันจิตใจตนเองของบุคคล และพฤติกรรมจิตไร้สำนึก นอกจากนั้นการทำความเข้าใจอดีตของผู้รับบริการจะช่วยให้เข้าวิถีชีวิตของเขา เพื่อจะได้หาทางช่วยผู้รับบริการให้พัฒนาขึ้นด้วยวิธีการอันเหมาะสมต่อไปนี้

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฏีว่าด้วยเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมของอัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis)กลุ่มที่3

ทฤษฏีว่าด้วยเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม

การให้คำปรึกษา (Counseling)
กระบวนการทำความกระจ่างเกี่ยวกับปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อให้บุคคลนั้นมีความสามารถที่จะรับผิดชอบอย่างเหมาะสมเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาและนำไปจัดการด้วยตนเอง
สาระสำคัญของการให้คำปรึกษา
􀂌 เป็นกระบวนการ
􀂌 ช่วยเหลือบุคคลที่ประสบปัญหา
􀂌 นำไปสู่การเผชิญปัญหาด้วยความมั่นใจ สู่ความงอกงาม

อัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis) ผู้สร้างทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม หรือที่เรียกว่า Rational Emotive Behavior Therapy (REBT). REBT มองว่า ความเชื่อ การประเมิน ปรัชญาของบุคคลเป็นตัวควบคุมความรู้สึกของบุคคลและก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์มากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก. เอลลิสมองว่า การเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเป็นหนทางนำไปสู่การสุขภาพจิตดี ซึ่งเขาได้นำเสนอหลักการดังกล่านี้เป็น ครั้งแรกในปี 1950 และกลายมาเป็นพื้นฐานของการบำบัดแบบเน้นความคิดทั้งมวลในปัจจุบัน.

อัลเบิร์ต เอลลิส เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.1913 ที่เมืองพิตส์เบิร์ก สหรัฐอเมริกา เขาเป็นพี่ชายคนโตในพี่น้อง 3 คน น้องชายคนรองอายุห่างจากเขา 2 ปี และน้องสาวคนเล็กอายุห่างจากเขา 4 ปี ครอบครัวเลลิสซึ่งมีเชื้อสายยิว. พ่อของเอลลิสเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสมเร็จพอสมควร การเดินทางติดต่อธุรกิจทำให้พ่อของเอลิสห่างเหินจากครอบครัวและไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับลูกมากนัก
เอลลิสได้เล่าถึงแม่ของเขาว่าเป็นคนที่ชอบสาละวนอยู่กับตนเองและอารมณ์เปลี่ยนง่ายและชอบเอะอะเอ็ดตะโรหากใครไปขัดใจเข้า. เอลลิสเล่าว่า บ่อยครั้งที่ลูกๆไปโรงเรียนแล้วแม่ก็ยังไม่ตื่น และแม่ยังไม่กลับบ้านเมื่อเขาและน้องๆกลับมาจากโรงเรียน. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ เอลลิสในฐานะพี่ชายคนโตจึงต้องทำหน้าที่ดูแลน้องๆไปโดยปริยาย เขาลงทุนซื้อนาฬิกาปลุกด้วยเงินของตนเองเพื่อจะใช้ปลุกตนเองและน้องๆเพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน. แม้ว่าความสมัพันธ์ในครอบครัวจะดูเหมือนห่างเหินกันแต่ก็ไม่ถึงขนาดจะทำให้เขาและน้องรู้สึกซึมเศร้า ตรงกันข้ามมันเหมือนกับสถานการณ์บังคับให้เอลลิสและน้องๆพยายามหางานทำเพื่อช่วยเหลือครอบครัว.
เอลลิสในช่วงวัยรุ่น ไม่ค่อยจะมีสุขภาพแข็งแรงนัก หลายครั้งที่เขาต้องเจ็บป่วยถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล. ตอนอายุ 5 ขวบ เอลลิสต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะมีโรคเกี่ยวกับไตและมีปัญหาเกี่ยวกับต่อทอลซิลถึงขนาดต้องผ่าตัด เอลลิสเล่าว่า ช่วงอายุ 5-7 ขวบ เขาต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลถึง 8 ครั้ง ในการป่วยครั้งหลังๆ พ่อแม่ได้ให้ความใส่ใจเขามากนัก ไม่มีแม้แต่คำปลอบโยนหรือให้กำลังใจ เหตุการณ์ดังกล่าทำให้เอลลิสได้เรียนรู้ที่จะเผชิญโชคร้ายด้วยตนเองโดยไม่คาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นจนกินไป.
เอลลิสเข้าสู่งานด้านจิตวิทยาคลินิกหลังจากจบการศึกษาด้านธุรกิจจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค โดยหลังจบการเขาทำงานด้านธุรกิจเป็นระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักเขียนนวนิยาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งทำให้เขาต้องกลับคิดใหม่คิดว่า บางทีเขาอาจจะเหมาะกับงานเขียนแนวอื่นมากกว่านวนิยายก็ได้ เขาจึงเบนไปสร้างงานเขียนเกี่ยวกับปัญหาเพศสัมพันธ์ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักพอสมควรที่เดียว. ด้วยเหตุที่ไม่มีนักเขียนแนวนี้มากนักทำให้ทำให้เขาต้องแสวงหาคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในด้านนี้. การต้องขอคำปรึกษาอยู่บ่อยๆทำให้เขางานเขียนของเขาได้รับการตอบรับและทำให้เขาพบว่า สายงานด้านจิตวิทยาคลินิกเป็นงานหนึ่งที่เขาน่าจะทำได้ดี.
ปี 1942 เอลลิสเข้าเรียนปริญญาเองด้านจิตวิทยาคลินิก ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียและเข้ารับการฝึกฝนเป็นนักจิตวิทยาสายจิตวิเคราะห์. นับตั้งแต่จบปริญญาโทด้านจิตวิทยาคลิก จากวิทยาลัยครูโคลัมเบีย ในเดือนมิถุนายน ปี 1943 หลังจบการศึกษาเอลลิสก็เริ่มทำงานล่วงเวลาไปด้วยในระหว่างเรียนปริญญาเอกไปพร้อมกัน เป็นไปได้ว่าช่วงนั้น นิวยอร์คยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับใบประกอบวิชาชีพนักจิตวิทยา.
เอลลิสเริ่มพิมพ์เผยแพร่งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ก่อนที่เขาจะจบปริญญาเอก. ยกตัวอย่างงานเขียนไปปี 1946 เขาได้เขียนวิจารณ์ความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบบุคลิกภาพแบบใช้ปากาและดินสอ. เขาสรุปว่า แบบทดสอบบุคลิกภาพ Minnesota Multiphasic Personality Inventory (MMPI) เท่านั้นที่มีมาตรฐานพอที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยได้.
หลังจากจบปริญญาเอก เอลลิสเข้ารับการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อเป็นนักจิตวิเคราะห์. เช่นเดียวกับนักจิตวิทยาส่วนใหญ่ในสมัยนั้นซึ่งได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์. ในระยะเวลาสั้นหลังจบปริญญาเอกในปี 1947 เข้ารับการวิเคราะรายบุคคลกับริชาร์ด ฮัลเบค(Richard Hulbeck) ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่ได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากสถาบันคาเรน ฮอร์นาย. ฮอร์นายเป็นที่คนที่มีอิทธิพลแนวคิดอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของ อัลเฟรด แอดเลอร์ อีริคฟรอมม์ และแฮร์รี สแตก ซัลลิแวน.
จากการมีประสบการณ์ การอ่านของเขาที่ได้รับอิทธิพลอย่างมาก และธรรมชาติของจิตวิเคราะห์ที่มี่ได้มีพื้นฐานอยู่บนหลักการทางวิทยาศาสตร์ทำให้เขาแยกตัวเองออกมาจากจิตวิเคราะห์ และเรียกตัวเองใหม่ว่า นักจิตวิเคราะห์แบบเน้นเหตุผล ในปี 1953. มาถึงตอนนี้ เอลลิสอุทิศตนให้กับการพัฒนาการบำบัดแบบใหม่ที่เขามองว่าเป็นเชิงรุกและตรงเป้ามากกว่า.
ในปี 1955 เขาได้เผยแพร่การบำบัดแบบใหม่ที่เรียกว่า การบำบัดแบบเน้นเหตุผล และอารมณ์ ซึ่งเน้นให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจและแสดงพฤติกรรมตามที่เข้าใจเกี่ยวกับปรัชญาซึ่งประกอบไปด้วย ความเชื่อซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทางอารมณ์. แนวคิดดังกล่าวนี้ เน้นการทำงานเพื่อเพื่อเปลี่ยนแปลง ความเชื่อและพฤติกรรมที่ส่งผลร้ายต่อตนเอง โดยการทำให้ผู้รับการบำบัดเข้าใจความไม่สมเหตุสมผลและความจำกัดของความเชื่อและพฤติกรรมดังกล่าว.

ปีถัดมา เอลลิสเริ่มสอนเทคนิคใหม่ของเขาให้กับนักบำบัดคนอื่นๆ โดยปี 1957 ได้ตั้งกรอบแนวคิดของทฤษฎีบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมขึ้นมาอย่างเป็นทางการโดยเสนอว่า ผู้บำบัดจะช่วยผู้คนปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของเขาในรูปของการรักษาโรคประสาท. สองปีต่อมา เอลลิสได้เขียนหนังสือชื่อ How to Live with a Neurotic ซึ่งนำเสนอแนวคิดทฤษฎีที่ละเอียดมากขึ้น. ปีต่อมาเขาได้นำเสนอแนวคิดใหม่นี้ในงานประชุมของ สมาคมจิตวิทยาอเมริกันที่ชิคาโก. ในสมัยนั้น จิตวิทยาการทดลองจะสนใจแนวคิดพฤติกรรมนิยม และจิตวิทยาคลินิกแนวคิดจิตวิเคราะห์ เช่นของ ฟรอยด์ จุง แอดเลอร์ และเพิร์ล เป็นต้น”

แม้ว่าแนวคิดของเอลลิสจะเน้นวิธีการเกี่ยวความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม แต่จุดเน้นด้านความคิดของเขาก็กระตุ้นบุคคลด้วยข้อยกเว้นที่เป็นได้ของนักจิตวิทยาแนวแอดเลอร์. เพราะฉะนั้น เขาจึงมักจะได้รับการต่อต้านในการประชุมเชิงวิชาชีพและในงานเขียน น่าสนใจว่า ในการประชุมของสมาคมจิตวิทยาอเมริกาหลายครั้ง เฟเดอริก เพิร์ล ผู้ตั้งการบำบัดแนวเกสตัลมักจะอ้างถึงแนวคิดความเป็นเหตุผล(Rationality)ของเอลลิสในเชิงเหน็บแนม แต่ก็ไม่เคยเหน็บแนมเรื่ององค์ประกอบด้านประสบการณ์และพฤติกรรมของทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผลและอารมณ์เลย.
อัลเบิร์ต เอลลิส(Albert Ellis) ผู้สร้างทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม หรือที่เรียกว่า Rational Emotive Behavior Therapy (REBT). REBT มองว่า ความเชื่อ การประเมิน ปรัชญาของบุคคลเป็นตัวควบคุมความรู้สึกของบุคคลและก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์มากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก. เอลลิสมองว่า การเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมเป็นหนทางนำไปสู่การสุขภาพจิตดี ซึ่งเขาได้นำเสนอหลักการดังกล่านี้เป็น ครั้งแรกในปี 1950 และกลายมาเป็นพื้นฐานของการบำบัดแบบเน้นความคิดทั้งมวลในปัจจุบัน.

การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม
เป็น กระบวนการของสัมพันธภาพในการช่วยเหลือแบบกลุ่มที่ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ที่ไม่พึงพอใจไปสู่ความคิดความเชื่อที่มีเหตุผล โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกได้สำรวจอารมณ์ที่ไม่เป็นสุขของตนเองเพื่อให้สมาชิกตระหนักว่าอารมณ์ที่ไม่เป็นสุขของตนเกิดจากความคิดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล และเปลี่ยนความคิดความเชื่อของตนโดยผ่านกระบวนการของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันของสมาชิก ให้สมาชิกได้ร่วมมือกันฝึกการใช้ความคิดความเชื่ออย่างมีเหตุผล สามารถยอมรับความเป็นจริงในการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน (กลุ่มทดลองเป็นนักเรียนมัธยม) พบว่านักเรียนที่ได้เข้าร่วมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม มีคะแนนความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมหลังการเข้าร่วมการปรึกษาสูงกว่าก่อนเข้าร่วมการปรึกษา แสดงให้เห็นว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรมสามารถทำให้กลุ่มทดลองมีการเปลี่ยนความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลให้เป็นความคิดที่มีเหตุผล อันส่งผลให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมมากขึ้น





การคิดและพฤติกรรม
ไม่น่าเชื่อว่าการคิดของคนทำให้เกิดได้ทั้งความทุกข์ และความสุขได้ คนที่จิตใจไม่ดีก็มักจะคิดให้ตัวเองเป็นทุกข์ได้ จิตใจที่ดีก็คิดให้ตัวเองเป็นสุขได้ ที่เรามักได้ยินกันมากเช่นการคิดในเชิงบวก หรือคิดในสิ่งที่ดีๆ ให้กับตนเอง แม้จะมีวิกฤติหรือเหตุการณ์จะเลวร้ายอย่างไรก็ยังรักษาสมดุลย์แห่งจิตใจไว้ได้ และคิดให้เป็นโอกาสที่จะทำอะไรที่ท้าทาย ถ้าคิดไม่ดีบ่อยๆ อาจจะทำให้จิตใจหดหู่ซึมเศร้า หมดกำลังใจได้ จริงแล้วก็อยู่ที่การกระทำของตัวเอง ถ้าหากพิจารณากันตามหลักเหตุผล
ในทางจิตวิทยา ตามทฤษฏีทางพฤติกรรมศาสตร์คิดขึ้นโดยนักจิตวิทยา อัลเบิร์ต แอลลิส (Albert Ellis) ที่เรียกว่าทฤษฏี ABC โดยทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อมี A เป็นความคิด ตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้า แล้วเกิดความรู้สึก อารมณ์ (B) และ C เป็นผลของอารมณ์ ที่ตอบสนอง หรือพฤติกรรมอาจมีได้ทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม จากทฤษฎีนี้สรุปแนวคิดได้คือ
ความคิด —>ความรู้สึก—>พฤติกรรม
เช่นได้ยินเสียงระเบิดดัง จะมีความคิดเกิดขึ้นว่าอะไรเป็นสาเหตุ ได้หลายอย่าง เช่นเกิดจากผู้ก่อการร้ายวางระเบิด ลูกโป่งระเบิด งานฉลองจุดพลุ เป็นต้น แต่ละรายการอาจรู้สึกกลัว เฉยๆ หรือครื้นเครงเป็นต้น อาจจะก่อให้เกิดพฤติกรรมวิ่งหลบไปในที่ปลอดภัย ไปเตรียมอาวุธ ออกไปดู เป็นต้น จากทฤษฎีพอสรุปได้ว่าสุขทุกข์ อยู่ที่การคิด คิดอะไรได้อย่างนั้น แล้วเราจะคิดในทางสร้างสรรค์ คิดแต่ในสิ่งดีให้กับตนเองไม่ดีกว่าหรือ เหมือนกับว่า เมื่อท่านยิ้มให้กับโลก แล้วโลกจะยิ้มกับท่าน
กลางปี1950 อัลเบริ์ด เอลลิส นักจิตวิทยาคลินิกซึ่งได้รับการฝึกฝนมาทางด้านจิตวิเคราะห์ได้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่ช้าของผู้รับการบำบัดของเขา. เขาสังเกตเห็นว่า พวกเขามีแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อพวกเขาเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของเขาเกี่ยวกับตัวเขาเอง ปัญหาของเขาเอง และโลก. เอลลิสให้เหตุผลว่า การบำบัดควรก้าวหน้าไปมากกว่านี้ถ้าเน้นไปที่ความเชื่อของผู้รับการบำบัด ดังนั้น เขาจึงได้สร้างวิธีการบำบัดซึ่งปัจจุบันเรียกว่า การบำบัดแบบเน้นเหตุผล อารมณ์ และพฤติกรรม(Rational Emotive Behaviour Therapy)REBT แต่เดิมเรียกว่า Rational Therapy ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น Rational-Emotive Therapy และในปี 1990 ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Rational Emotive Behavior Therapy. REBT เป็นหนึ่งในทฤษฎีการบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรม ซึ่งถึงแม้ว่าจะต่างคนต่างพัฒนาแต่ก็มีความคล้ายคลึงกันหลายๆอย่าง เช่น Cognitive Therapy (CT), พัฒนาโดยแอรอน เบ็ค จิตแพทย์ ในปี 1960’s. REBT และ CT ได้ร่วมกันการสร้างพื้นฐานของกลุ่มการบำบัดอันเป็นที่รู้จักทั่วกันว่า ‘Cognitive-Behaviour Therapy’. กว่า 50 ปีที่ REBT ได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง.
ทฤษฎีว่าด้วยเหตุผล(Theory of causation)REBT ไม่ใช่ชุดของเทคนิคต่างๆเท่านั้น แต่ยังเป็นทฤษฎีที่ประมวลความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์เอาไว้อีกด้วย. REBT ได้นำเสนอคำอธิบายชีวจิตสังคมเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผล เช่น องค์รวมของปัจจัยต่างทั้งทางด้านชีวิวิทยา จิตวิทยา และสังคมซึ่งมีผลกระทบต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของมนุษย์หลักฐานส่วนใหญ่ของ REBT ซึ่งสอดคล้องอยู่กับทฤษฎีด้านความคิดและพฤติกรรมอื่น แสดงให้เห็นว่า อารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์เป็นผลมาจากสิ่งที่พวกเขาคิด สันนาฐาน หรือเชื่อ(เกี่ยวกับตัวเขาเอง ผู้อื่น และสิ่งต่างๆในโลกนี้). ไม่ใช้ตัวของสถานการณ์เอง แต่เป็นความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่พวกเขาได้ประสบที่เป็นตัวกำหนดว่าบุคคลและรู้สึกและแสดงออกย่างไร. อย่างไรก็ตาม REBT ให้เหตุผลว่า ชีววิทยาของบุคคลก็ส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของบุคคลด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่า ผู้บำบัดเองก็มีข้อจำกัดในการช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง. ระบบความเชื่อของบุคคลถูกมองว่าเป็นผลมาจากทั้งการสืบทอดทางชีวิวิทยาและการเรียนรู้จากการดำรงชีวิต.ABC model ของเอลลิส นับเป็นวิธีการที่เป็นประโยชน์ในการอธิบายบทบาทของความคิด. ในกรอบแนวคิดนี้ ‘A’ เป็นตัวแทนของเหตุการณ์หรือประสบการณ์, และการลงความเห็น (inferences) หรือการตีความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้น. ‘B’ แทนความเชื่อเชิงประเมินผลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการลงความเห็น. ‘C’ แทน อารมณ์หรือพฤติกรรมเกิดขึ้นหลังจากความเชื่อเชิงประเมินผลดังกล่าว.นี่คือตัวอย่างของ เหตุการณ์ในแง่ของอารมณ์ซึ่งมีเกิดขึ้นโดยบุคคลที่มีแนวโน้มที่จะซึมเศร้า เมื่อเขาตีความหมายการกระทำของบุคคลอื่นผิดไปจากความเป็นจริงA1. เหตุการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้น(Activating even) –ส่งที่เกิดขึ้น:เพื่อนเดินผ่านฉันไปโดยไม่สนใจฉันเลย. A2. การลงความเห็น(Inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น:เขาไม่สนใจฉัน. เขาไม่ชอบฉัน.B. ความเชื่อ (Beliefs) เกี่ยวกับ A: ฉันไม่เป็นที่ยอมรับของเพื่อน – ดังนั้น ฉันจึงเป็นคนไร้ค่า. (การประเมิน)C. การตอบสนอง:อารมณ์: รู้สึกซึมเศร้า.พฤติกรรม(Behaviours): หลบหน้าผู้คนทั่วไป. หมายเหตุ ‘A’ อย่างเดียวไม่ก่อให้เกิด ‘C’ – ‘A’ ส่งผลกระทบต่อ ‘B’, และจากนั้น ‘B’ ก็ส่งผลต่อ ‘C’., ABC ไม่ได้ดำรงอยู่เป็นเอกเทศ: มันวิ่งต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่, with a ‘C’ often becoming the ‘A’ of another episode – พวกเราสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของตนเองแลแสดงการตอบสนอง. ยกตัวอย่าง บุคคลในตัวอย่างข้างต้นจะสังเกตการณ์ไม่หลีกหนีผู้คนของเขา ตีความว่าเป็นความอ่อนแอ และทำความรู้สึกของตนเองตกต่ำหมายเหตุ, เช่นเดียวกัน, คือความเชื่อส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือการตระหนักรู้ในระดับจิตสำนึก. มันกลายเป็นนิสัยเคยชินและอัตโนมัติ, โดยปกติมักประกอบด้วยกฎที่จำเป็นเกี่ยวกับวิถีทางที่โลกและชีวิตจะเป็น. ด้วยการลงมือปฏิบัติ, แม้ว่า, บุคคลสามารถเรียนรู้ที่จะปกปิดแกนหลักของความเชื่อที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก.
ทฤษฎีว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง(Theory of change)ตามแนวคิดของ REBT ความเปลี่ยนแปลงมีหลายระดับ. ยกตัวอย่าง ถ้าคุณวิตกเพราะคิดว่าตนเองไม้ได้รับการยอมรับ. ระดับผิวเผินที่คุณสามารถรู้สึกดีขึ้นได้โดยการเปลี่ยนเคมีในร่างกายของคุณ(เช่น ออกกำลังกาย เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และการฝึกสมาธิ) ด้วยการเปลี่ยนสถานการณ์ (เช่น หลีกเลี่ยงการติดต่อกับผู้อื่น) หรือด้วยการเปลี่ยนแปลงความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์(เช่น ทำให้ตนเองกังวลน้อยลงโดยการสร้างความเชื่อมั่นให้ตนเองว่าการไม่ได้รับการยอมรับไม่ได้เกิดขึ้น).สำหรับบุคคลที่มีความรู้สึกดีเกินกว่าที่ควรจะเป็น– นั่นคือ, การบรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานและยั่งยืน – เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงแกนหลักของความเชื่อซึ่งสร้างความยุ่งยากสำหรับพวกเขาในขอบเขตของสถานการณ์. ดังตัวอย่างข้างบน, คุณต้องยอมรับว่ามันอาจเกิดขึ้นได้มากกว่าการสร้างความรู้สึกมั่นใจให้กับตนเองว่าการถูกปฏิเสธจะไม่เกิดขึ้น แต่จัดการกับความเชื่อแกนหลักที่ว่าคุณจะต้องได้รับการยอมรับและจะต้องไม่ได้รับการปฏิเสธ. นักบำบัดแนวREBT ยอมรับว่า บางครั้ง ผู้รับบริการบางคนก็ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับผิวเผินเท่านั้น แต่มุ่งที่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานตรงไหนก็ตามที่เป็นไปได้. การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ REBT จะต้องใช้ระดับของแผนการด้านความคิด อารมณ์และพฤติกรรมกรรมแตกต่างกันไป
ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล คืออะไร ?พวกเราได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่พวกเราคิดเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของเรา. แต่ความคิดแบบไหนละที่เป็นสร้างปัญหาให้กับมนุษย์
คำจำกัดความลักษณะของ ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล มีดังนี้:1. ขัดขวางบุคคลไม่ให้บรรลุเป้าหมาย, ก่อให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงซึ่งฝังแน่นและก่อให้เกิดความเครียดและติดขัด, และนำมาซึ่งพฤติกรรมทำลายตนเอง ผู้อื่น และหลายสิ่งในชีวิต2. บิดเบือนความจริง (ตีความสิ่งที่เกิดขึ้นผิดไปจากความเป็นจริงและไม่มีหลักฐานสนับสนุน); 3. ประเมินตนเอง ผู้อื่น และโลกในลักษะที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล: ความต้องการ (demandingness), การมองในแง่ร้าย ( awfulising),ไม่อดทนต่อความยากลำบาก( discomfort-intolerance) และมองคนแบบแบ่งแยก(people-rating);เมื่อพูดคุยกับผู้รับการบำบัด พวกเรามักมองว่าเป็น ความเชื่อแบบทำลายตนเอง มากกว่า ไม่สมเหตุสมผล เพื่อเน้นว่า เหตุผลสำคัญสำหรับการเปลี่ยนความเชื่อเนื่องจากมันส่งผลลบต่อชีวิตของพวกเขา.
ความทุกข์ 2 ประเภทREBT ชี้ว่ามนุษย์จะทำลายตนเองหรือทำให้ตนเองได้รับความทุกข์ได้ในสองลักษณะ คือ (1) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับตนเอง (ego disturbance) หรือ (2) โดยการยึดถือความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับความสุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย (discomfort disturbance). บ่อยครั้งที่ความทุกข์ทั้งสองอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกัน. บุคคลอาจจะอย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับทั้งตัวเขาเองและโอกาสของเขาเอง แม้ว่าตนเองและสิ่งอื่นๆจะมีอิทธิพลมากกว่า
ความทุกข์เพราะอัตตา(Ego disturbance) หมายถึง ความวิตกกังวลเกี่ยวภาพลักษณ์ของตนเอง. ความทุกข์ชนิดนี้เป็นผลมาจากการยึดถือความต้องการที่เกี่ยวกับตนเอง เช่น ฉันจะต้อง…ได้ดี ฉันต้องไม่ล้มเหลว ต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่น; ตามมาด้วยการประเมินตนเองในแง่ลบ อย่างเช่น: ถ้าฉันล้มเหลว ฉันจะไม่ได้รับการยอมรับ เป็นต้น.นั่นแสดงว่าฉันไม้ดีพอ และอื่น. ความเชื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับตนเอง – ความตึงเครียดทางอารมณ์เป็นผลมาจากการรับรู้ว่าตนเองหรือคุณค่าในตนเองถูกคุกคาม – และนำไปสู่ปัญหาอื่น อย่างเช่น การหลีกหนีสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความล้มเหลว การไม่ได้รับการยออมรับ เป็นต้น ที่อาจเกิดขึ้น; แสวงหาการยอมรับจากบุคคลอื่น; และไม่กล้าแสดงออกเพราะกลัวในสิ่งที่คนอื่นอาจจะคิด.
ทุกข์เพราะไม่สุขสบาย(Discomfort disturbance) เป็นผลมาจากความต้องการที่มีต่อบุคคลอื่น (เช่น คนอื่นต้องทำดีกับฉัน) และเกี่ยวกับโลก (เช่น สิงที่เกิดขึ้นในชีวิตของฉันจะต้องดำเนินในแบบที่ฉันต้องการให้เป็น’). ความทุกข์เพราะไม่สมใจแยกออกได้เป็น 2 ประเภทตามลักษณะได้ ดังนี้:
ความอดทนต่อความคับข้องใจต่ำ(Low frustration-tolerance=LFT) เป็นผลมาจากความปรารถนาว่า ความคับข้องใจต้องไม่เกิดขึ้น, ตามด้วยความเสียหายหากเป็นเช่นนั้น. มันอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่า: ‘โลกต้องทำให้รู้เบิกบานและมีความสุข;’ หรือ: ‘สิ่งต่างๆควรจะเป็นอย่างที่ฉันอยากให้มันเป็น, และฉันทนไม่ได้ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น.’
ความอดทนต่อความไม่สุขสบายต่ำ(Low discomfort-tolerance=LDT) เกิดจากความปรารถนาว่า ตนเองต้องไม่ประสบกับความไม่สุขสบายทางอารมณ์หรือทางกาย, ด้วยว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหลายจะเกิดขึ้นหากไม่มีความสุขสบาย. มันอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า: ‘ฉันควรจะรู้สึกเป็นสุขตลอดเวลา;’ ‘ฉันต้องรู้สึกสุขสบายตลอดเวลา;’ ‘ความสุขสบายและความเจ็บปวดเป็นสิ่งเลวร้ายและไม่สามารถอดทนได้, และฉันจะต้องหลีกเลี่ยงไปให้พ้น;’ ‘ฉันต้องไม่รู้สึกแย่;’ และอื่นๆ.ทั้ง LFT และ LDT – คล้ายคลึงกันและเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด (โดยปกติ การแสดงออกอย่างเดียวกันใช้หมายถึงทั้งสองอย่าง). ความทุกข์เพราะไม่สมใจนำมาซึ่งปัญหา เช่น : ‘ความกังวลเกี่ยวกับความไม่สุขสบาย (Discomfort anxiety)’ (ความตึงเครียดทางอารมณ์ที่มีผลมาจากการรับรู้ว่า ความสุขสบายของตนหรือชีวิตถูกคุกคาม).ความกังวล(Worrying) (‘เพราะ … มันเป็นเรื่องที่เลวร้าย, และฉันทนไม่ได้, ฉันจะต้องกับมันถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ).การหลีกเลี่ยง(Avoidance) เหตุการณ์และโอกาสซึ่งถูกมองว่า “ยากมาก”ที่จะรับภาระหรือ “ยากเกินไป”ที่จะเอาชนะ.ความกังวลในระดับที่รองลงมา(Secondary disturbance) (วุ่นวายในเกี่ยวปัญหาที่ตนเองมีอยู่, เช่น กังวลเกี่ยวกับความกังวลของตนเอง, ซึมเศร้าเกี่ยวกับความรู้สึกซึมเศร้าของตนเอง, และอื่นๆ).ความสนุกสนานในระยะเวลาสั้นๆ– การแสวงหาความพึงพอใจในระยะเวลาสั้นๆเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดอันนำมาซึ่งความเครียดในระยะยาว – ยกตัวอย่าง การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล, เสพสารเสพติด หรือบริโภคอาหารเกินความจำเป็น; ดูโทรทัศน์มากกว่าออกกำลังกาย; มีเพศสัมพันธ์ที่เสียง; ใช้จ่ายสิ้นเปลืองเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น.การผัดผ่อน(Procrastination) – หลีกหนีงานที่ยากและสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงใจ.มองอะไรในแง่ลบและชอบบ่น(Negativity and complaining) – รู้สึกเครียดกับอุปสรรคและความล้มเหลวที่เล็กน้อย, .ให้ความสำคัญกับความไม่ยุติธรรมจนเกินพอดี และมีแนวโน้มที่ชอบเปรียบเทียบระหว่างโอกาสของตนเองและผู้อื่น.กฎต่างๆที่บุคคลดำรงชีวิตอยู่โดยสิ่งสำคัญที่พวกเราคิดในสถานการณ์หนึ่งคือสิ่งที่พวกเรารู้กันว่า ‘ความเชื่อแกนหลัก(core beliefs)’, อันเป็นกฎที่สำคัญที่กำหนดว่าบุคคลจะตองสนองกับเหตุการณ์และโอกาสโดยทั่วไปในชีวิตเขาอย่างไร. เอลลิส เสนอว่า ความเชื่อแกนหลักเพียงไม่กี่ข้อเหล่านี้เป็นสาเหตุของอารมณ์และพฤติกรรมที่สิ้นหวัง. นี่คือตัวอย่างของความกฎในการดำรงชีวิตดังกล่าว:1. ฉันต้องได้รับความรักและการยอมรับจากบุคคลที่ฉันให้ความสำคัญ– และฉันต้องไม่พบการไม่ยอมรับจากทุกคน.2. ฉันต้องมีคุณค่า, ประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่ฉันทำ, และต้องไม่ผิดพลาด.3. คนอื่นๆต้องทำอะไรถูกต้องเสมอ. หากพวกเขาทำอะไรที่น่ารังเกียจ, ไม่ยุติธรรมหรือเห็นแก่ตัว, พวกเขาจะต้องถูกตำหนิหรือลงโทษ.4. สิ่งต่างๆจะต้องเป็นไปตามที่ฉันต้องการอยากให้เป็น, ไม่เช่นนั้น ชีวิตกำลังตกลงอยู่ในภาวะวิกฤต.5. ความทุกข์ของฉันเกดมาจากสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของฉัน – ดังนั้น จึงมีอยู่ไม่อย่างเท่านั้นที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น.6. ฉันต้องกังวลในสิ่งที่อาจจะเป็นอันตราย, ไม่น่าพึงใจหรือทำให้เกิดการต่อสู้ดิ้นรน – ไม่เช่นนั้น มันอาจจะเกิดขึ้น.7. เพราะชีวิตของฉันมีเรื่องยุ่งยากมากพออยู่แล้ว, ฉันต้องหลีกเลี่ยงความยากลำบาก, ความไม่น่าพึงใจ, ความรับผิดชอบ.8. ทุกคนต้องพึ่งพิงบุคคลที่แข็งแรงกว่าเขามากกว่าตัวเขาเอง.9. เหตุการณ์ในอดีตเป็นสาเหตุของปัญหาที่เกิดกับฉัน – และเหตุการณ์เหล่านั้นยังคนส่งผลต่อความรู้สึกและพฤติกรรมของฉันจวบจนทุกวันนี้.10. ฉันควรจะวุ่นวายใจเมื่อคนอื่นๆปัญหาและรู้สึกไม่เป็นสุขไปด้วยเมื่อเขาเสียใจ.11. ฉันไม่ควรที่จะรู้สึกไม่สบายและเจ็บปวด – ฉันไม่สามารถทนได้และต้องหลีกให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้.12. ทุกปัญหาจะต้องมีวิธีแก้ไขที่เยี่ยมยอด – และเป็นสิ่งที่เกินจะอดทนได้หากบุคคลหาวิธีที่ว่านั้นไม่เจอ.
ความเชื่อเชิงประเมินผล 4 ประเภทความเชื่อแกนหลักดังรายการข้างต้นนี้มีเชื้อของความจริงอยู่ตัวมันเอง. ความรัก การยอมรับ ไม่ใช่สิ่งดีๆที่จะได้รับหรือ? มันไม่ดีกว่าหรือที่จะประสบความสำเร็จ, ได้รับการปฏิบัติจากคนอื่นเป็นอย่างดี, และพบวิธีการแก้ปัญหาที่เยี่ยมยอด? หมายเหตุ แม้ว่า, วิธีการที่ความเชื่อแกนหลักส่วนใหญ่ถูกเรียก: สิ่งทั้งปวงที่ยกเว้นเพียงเล็กน้อยเรียกว่า ความอยาก (demands) – อธิบายลักษณะได้โดยคำว่า ‘ควรจะ(should)’, ‘ต้อง(must)’, ‘จำเป็น(need)’. บางอย่างประกอบด้วยความเชื่อหลายชนิดซึ่งจะกล่าวเพียงสั้นๆ. REBT เสนอว่า ความคิดเชิงประเมินผลซึ่งใช้ไม่ได้สำหรับมนุษย์นั้นนั้นมีอยู่ 4 ประเภท:
ความอยาก(Demandingness). หรือที่เอลลิสเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘musturbation’, ความอยาก หมายถึง วิธีการที่บุคคลจะได้มาซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นควรจะเป็นอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditional shoulds) และสิ่งที่จะต้องได้ต้องเป็นอย่างสมบูรณ์แบบ(absolutistic musts) – ความเชื่อว่าสิ่งต่างๆจะต้อง/ต้องไม่เกิดขึ้น, และสถานการณ์ (เช่น ความสำเร็จ ความรัก การยอมรับ) เป็นความจำเป็นที่ขาดเสียมิได้. ความอยาก เป็นตัวบ่งบอก ‘กฎของจักรวาล’ ที่จะต้องยึดถือ. ความอยากอาจเป็นได้ทั้งภายในภายนอก. REBT ชี้ว่า musts มีอยู่ 3 ประเภท คือ :1. ความอยากเกี่ยวกับตนเอง;2. ความอยากเกี่ยวกับคนอื่น;3. ความอยากเกี่ยวกับโลก.ความอยากเกี่ยวกับตนเองนำไปสู่ความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance); ความอยากเกี่ยวกับคนอื่นนำไปสู่ความทุกข์เพราะไม่สุขสบาย (discomfort disturbance). นอกจาก จะเกี่ยวข้องกับความเชื่อแกนหลักแล้ว, ความอยากยังเกิดขึ้นเพราะความเชื่อเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงอีกด้วย. ยกตัวอย่าง, ความเชื่อแกนหลักอย่างเช่น: ‘บุคคลควรจะในรูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมอยู่ตลอด’ อาจนำไปสู่ความเชื่อที่เฉพาะเจาะจงว่า: ‘เขาไม่ควรทำแบบนี้อีก’.การเกิดขึ้นของความอยากที่บุคคลมีต่อตนเอง ผู้อื่น และโลก แบ่งได้เป็นความคิดเชิงประเมินผล(evaluative thinking) 3 ประเภท ความหวาดกลัว(awfulising) ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance) และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating).
ความหวาดกลัว(Awfulising) เกิดขึ้นเมื่อพวกเราปรุงแต่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจนเกินจริง; มองในแง่ร้ายว่ามันอาจจะเกิดขึ้นอีก. ความหวาดกลัว อธิบายได้ด้วยคำว่า ‘น่าหวาดกลัว’, ‘เลวร้าย’, ‘น่าสยดสยอง’.
ความไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(Discomfort intolerance), โดยปกติ หมายถึง ‘ทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว (can’t-stand-it-it is)’, อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่าไม่สามารถที่จะแบกรับโอกาสและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป. โดยปกติมักจะตามด้วยความรู้สึกหวาดกลัวและเต็มไปด้วยความอยากสิ่งต่างๆที่ยังไม่เกิดขึ้น.
การประเมินคน(People-rating) หมายถึง กระบวนการการประเมินตนเองและผู้อื่น; หรืออีกนัยหนึ่ง, การตัดสินค่านิยมและคุณค่าของบุคคล. มันเป็นตัวแทนของปรุงแต่งที่เกินความจริงจากการที่บุคคลประเมินลักษณะนิสัย(trait), พฤติกรรม(behavior) หรือการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับมาตรฐานของการไร้ค่าหรือมีคุณค่า. จากนั้น มันจะถูกนำไปใช้กับการประเมินบุคคลโดยรวม– เช่น. ‘ฉันทำสิ่งที่เลว, ดังนั้น ฉันเป็นคนเลว.’ การประเมินคนนำไปสู่การทำให้ตนเองรู้สึกด้อยค่า (self-downing), ซึมเศร้า (depression), การปกป้องตนเอง (defensiveness), การโอ้อวด(grandiosity), ความไม่เป็นมิตร(hostility), or หรือการกังวลการยอมรับหรือถูกปฏิเสธจนเกินพอดี, และเป็นปัจจัยสำคัญของความทุกข์เพราะอัตตา(ego disturbance).ใน REBT, ความอยาก (demandingness) โดยทั่วถูกมองว่าเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลชนิดหลักประเภทหนึ่ง, ด้วยสิ่ง 3 ชนิดนอกนี้เกิดจากความเชื่อดังกล่าว. ยกตัวอย่าง, คุณมักจะประเมินตนเองว่า ‘ไร้ค่า’ ถ้าทำอะไรบางอย่างล้มเหลว ถ้าคุณเชื่อว่าคุณ ‘ต้อง’ ประสบความสำเร็จเสมอ; หรือพียงแต่คุณมีแนวโน้มที่จะมองว่าความรู้สึกไม่สุขสบายเป็นสิ่งที่หนักเกินจะแบกรับ เพราะคุณเชื่อว่า คุณ ‘ต้อง’ไม่รู้สึกไม่สุขสบาย. ตามประสบการณ์ข้าพเจ้า, ดูเหมือนว่าเกือบทุกครั้งที่ความต้องการเป็นสาเหตุของปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมของบุคคล; มีบางครั้งเท่านั้นที่ผู้บำบัดและผู้รับการบำบัดค้นหาความอยากไม่พบ.
ความคิด 3 ระดับมนุษย์มีความคิดอยู่ 3 ระดับ คือ: (1) ลงความเห็น(Inferences); (2) ประเมินผล(Evaluations); และ (3) ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs). ดังอธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ว่า ทุกคนมี “กฎ” สามัญประจำตัวในจิตใต้สำนึกซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบที่พวกเขาจะตอบสนองต่อชีวิต. เมื่อมีเหตุการณ์มากระตุ้นกระสวนความคิด, สิ่งที่จะผุดขึ้นในความคิดของคุณขึ้นอยู่กับกฎสามัญในจิตใต้สำนึกที่คุณจะนำมาใช้กับเหตุการณ์.ทีนี้มาพูดถึงคนที่ถือกฎว่า: ‘การที่ฉันจะมีความสุขได้นั้น, ชีวิตของฉันต้องปลอดภัยและอยู่ภายใต้การคาดการณ์.’ ความเชื่อแกนหลักดังกล่าวจะนำพวกเขาไปสู่ความร้อนรนต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายและประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นเกินกว่าที่ควรจะ. สมมติว่าพวกเขาได้ยินเสียงอะไรสักอย่างในเวลากลางคืน. การร้อนรนต่ออันตรายจนเกินจริงนำพวกเขาไปสู่การอนุมานว่ามีขโมยเข้ามาในบ้าน. จากนั้น พวกเขาก็จะประเมินความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงและเกินจะแบกรับได้ซึ่งทำให้เขารู้สึกหวาดวิตกอย่างหนัก.REBT มุ่งให้ความสนใจกับการช่วยให้บุคคลตรวจสอบกฎสามัญ (‘ความเชื่อแกนหลัก’):ซึ่งเกี่ยวกับการอนุมาน(inferences)ในเบื้องต้นของบุคคลต่อการประเมิน(evaluations)ของเขาเอง, และจากการขจัดแกนความเชื่อหลักที่พวกเขาใช้อยู่เป็นปกติ.
การอนุมาน(Inferences). ในชีวิตประจำวัน, เหตุการณ์และโอกาสจะกระตุ้นการอนุมาน(inferences) เกี่ยวกับสิ่งที่กำลังดำเนินไป– นั่นคือ, พวกเราจะต้องเดาว่าอะไรที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้น. การอนุมานคือคำบรรยายของข้อเท็จจริง (หรืออย่างน้อยสิ่งที่พวกเราคิดว่าเป็นข้อเท็จจริง– ซึ่งอาจเป็นได้จริงหรือเท็จ). ใน REBT, เวลาเพียงเล็กน้อยถูกใช้ไปกับการอนุมานของผู้รับการบำบัด– มันถูกมองว่าเป็นนัยสำคัญที่จะทำให้สัมผัสได้ว่ามันได้ให้ช่องทางสำหรับความคิดแบบประเมิน(evaluative thinking).
การประเมิน(Evaluations). เป็นสิ่งที่สำคัญมากในมุมมองของ REBT, และได้สร้างข้ออนุมานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว, เราให้ความสนใจกับข้อเท็จจริงเพื่อประเมินมันในรูปของสิ่งที่มีความหมายสำหรับเรา. การประเมินบางครั้งเกิดขึ้นในระดับจิตสำนึกและบางครั้งก็เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึก. การประเมินที่ไม่สมเหตุสมผลจะประกอบด้วยความเชื่อหนึ่งหรือมากกว่าตามรายการก่อนหน้านี้: ความอยาก(demandingness), การหวั่นวิตก(awfulising), การไม่อดทนต่อความไม่สุขสบาย(discomfort-intolerance), และ การประเมินตนเองและผู้อื่น(self/other-rating). การประเมินตามข้ออนุมานดังอธิบายไว้ก่อนหน้านี้อาจเป็น: ‘ฉันจำเป็นต้องให้เธอรักฉัน – เพราะไม่เช่นนั้น, แสดงว่าฉันไม่มีคุณค่า.’
ความเชื่อแกนหลัก(Core beliefs). การชี้นำการอนุมานและประเมินของบุคคลคือความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไป. ตัวอย่างของความเชื่อแกนหลักโดยทั่วไปที่ถูกนำไปใช้กับการอนุมานการประเมินที่พวกเรากำลังใช้ตามตัวอย่างอาจเป็น: ‘ฉันจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทุกคนรักฉัน.’เอาทั้งหมดมารวมกันนี้ตัวอย่าง(ใช้ ABC model)แสดงการทำงานของทั้งหมด:A. ญาติโทรมาขอให้คุณช่วยดูและเด็กให้เขาสักวัน. คุณวางแผนไว้แล้วว่าวันนี้จะทำสวน. คุณ อนุมานว่า: ‘ถ้าฉันปฏิเสธ เธอจะมองฉันในแง่ร้าย.’B. คุณประเมินข้ออนุมานของคุณว่า: ‘ฉันทนไม่ได้ถ้าเธอจะมองว่าฉันเป็นคนเห็นแก่ตัว’ข้ออนุมานและการประเมินที่เกิดขึ้นเป็นผลของการยึดถือความเชื่อแกนหลักที่ว่า: ‘การที่จะรู้สึกดีกับตนเองได้นั้น, ฉันจะต้องเป็นที่ชื่นชอบ, ดังนั้น ฉันต้องหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธไม่ว่าจากใครก็ตาม.’ (ตัวอย่างของความทุกข์เพราะอัตตา).C. คุณรู้สึกกังวลแต่ก็ตอบตกลง.สรุปว่า, บุคคลมองตัวเองและโลกรอบตัวเขาเป็น 3 ระดับ คือ: (1) ระดับอนุมาน (inferences), (2) ประเมิน (evaluations), และ (3) ความเชื่อแกนหลัก. วัตถุประสงค์หลักของผู้บำบัดคือการจัดการกับความเชื่อแกนหลักทั่วไปที่สำคัญ ค่อนข้างถาวรซึ่งยังคงสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่เป็นที่ต้องการของผู้รับการบำบัด. REBT เน้นการจัดการกับความคิดแบบประเมินมากกว่าการบำบัดแบบเน้นความคิดและพฤติกรรมแบบอื่นๆซึ่งเน้นจัดการกับความคิดแบบอนุมาน. (อันที่จริง ใน REBT, การอนุมานของผู้รับการบำบัดจะเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของ ‘A’ มากกว่า ‘B’, ขณะที่การบำบัดแนว CBT ทั่วไปมองการอนุมานว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘B’). โดยเฉพาะอย่างยิ่ง REBT มองว่าความอยาก (demandingness) เป็นที่มาของความคิดชนิดอื่นๆ.อย่างไรก็ตามทั้ง REBT และ CBT ต่างก็ให้ความสนใจกับความเชื่อแกนหลักที่สำคัญ.
ความทุกข์อันดับสอง(Secondary disturbance)เอกลักษณ์ประการหนึ่งของ REBT คือ แนวคิดเกี่ยวกับ ‘ความทุกข์อันดับสอง’, ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับปัญหา (เช่น ความรู้สึกผิดเกี่ยวกับความรู้สึกโกรธ, หรือความกังวลเกี่ยวกับความกังวล). การช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลง(HELPING PEOPLE CHANGE)ขั้นตอนการช่วยเหลือผู้รับการบำบัดเปลี่ยนแปลงสามารถสรุปได้กว้างๆดังนี้:1. ช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าอารมณ์และพฤติกรรมมีสาเหตุมาจากความเชื่อและความคิด. โดยอาจอธิบายสั้นๆตามด้วยการมอบหมายให้อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้อง.2. แสดงให้เห็นว่าความเชื่อที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร. ตามรูปแบบของ ABC โดยใช้ประสบการณ์ขึ้นกับผู้รับการบำบัดเมื่อเร็วๆนี้, ผู้บำบัดจะอธิบาย ‘C’, จากนั้นก็ ‘A’. แล้วให้ผู้รับการบำบัดใคร่ครวญ (เกี่ยวกับ ‘B’): ‘สิ่งที่ฉันกำลังบอกตัวเองเกี่ยวกับ ‘A’, แล้วรู้สึกและแสดงออกจนนำมาซึ่ง ‘C’ คืออะไร? ขณะที่ผู้รับการบำบัดกำลังพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล, กระบวนการของการอุกช่องว่างนี้จะง่ายขึ้น. การศึกษาดังกล่าวอาจเกิดจากการอ่าน การฟังคำอธิบายโดยตรง และการวิเคราะห์ตนเองโดยความช่วยเหลือของผู้รับการบำบัดและทำการบ้านระหว่างการบำบัดไปพร้อมกัน.3. สอนวิธีการโต้แย้งและเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล, ปรับเปลี่ยนความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลด้วยความเชื่อที่สมเหตุสมผล. การศึกษาก็นำไปสู่สิ่งนี้เช่นเดียวกัน. แผนภาพ ABC จะถูกขยายเพื่อรวม ‘D’ (การโต้แย้ง(Disputing)ความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล), ‘E’ (ผลกระทบ(Effect)ใหม่ที่ผู้รับการบำบัดต้องการให้เกิดขึ้น, เช่น ความรู้สึกและพฤติกรรมใหม่), และ ‘F’ (การกระทำเพิ่มเติม(Further Action) ที่ผู้บำบัดจะต้องกระทำ).4. ช่วยให้ผู้รับการบำบัดนำไปปฏิบัติ. การต่อต้านความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล – ยกตัวอย่าง, การโต้แย้งความเชื่อว่า การไม่ได้รับการยอมรับเป็นสิ่งเลวร้ายเกินกว่าจะยอมรับ, จากนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าบุคคลยังสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้– คือองค์ประกอบพิเศษของ REBT ซึ่งเน้นทั้งการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและการลงมือปฏิบัติอันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับการเปลี่ยนแปลง. โดยปกติแล้ว กิจกรรมดังกล่าวจะอยู่ในรูปของ ‘การบ้าน(homework)’. กระบวนการบำบัด(The Process of Therapy)ต่อไปนี้คือ ข้อสรุปขององค์ประกอบของการบำบัดแบบเน้นเหตุผล ความเชื่อ อารมณ์และพฤติกรรม.นัดหมายผู้รับการบำบัด(Engage client)1. ขั้นตอนแรกคือการสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับการบำบัด. โดยใช้เงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความเข้าใจ ความรู้สึกอบอุ่น และการให้การยอมรับนับถือ.2. มองหา‘ความทุกข์สอง (secondary disturbances)’ เกี่ยวกับการมาขอรับการบำบัด: ความรู้สึกว่าตนเองด้อยเนื่องจากมีปัญหา หรือความช่วยเหลือที่จำเป็น; และความกังวลเกี่ยวการมาเข้ารับการบำบัด.3. ท้ายสุด, วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการสนับสนุนผู้รับการบำบัดตามแนว REBT คือการอธิบายให้พวกเขาทราบถึงขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้และสิ่งที่ REBT จะช่วยให้เขาบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้. ประเมินปัญหา บุคคล และสถานการณ์การประเมินจะกระทำแบบตัวต่อตัว, แต่ประเด็นต่างๆต่อไปนี้เป็นสิ่งที่จะถูกประเมินว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดตามแนว REBT.1. เริ่มด้วยทัศนะของผู้รับการบำบัดเกี่ยวกับสิ่งที่ผิดพลาดสำหรับเขา.2. ตรวจสอบความทุกข์อันดับสองที่มีอยู่: ผู้รับการบำบัดรู้สึกอย่างไรกับปัญหานี้?3. ดำเนินการประเมินโดยภาพรวม: กำหนดสภาพปัจจุบันของความผิดปกติทางคลินิกใดๆที่มีอยู่, ประวัติส่วนตัวและทางสังคม, ประเมินความรุนแรงของปัญหา, บันทึกเกี่ยวกับปัจจัยทางบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้อง, และตรวจสอบปัจจัยที่เป็นสาเหตุทนอกเหนือจากจิตวิทยา: สภาพทางกาย; การรักษาพยาบาล; การใช้ยาเสพติด; ปัจจัยด้านวิถีชีวิต/สภาพแวดล้อม.เตรียมผู้รับการบำบัด1. สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายการบำบัด, ให้แน่ใจว่าเป็นรูปธรรม, เฉพาะเจาะจงและเป็นที่ยอมรับของทั้งผู้รับการบำบัดและผู้บำบัด; และประเมินแรงจูงใจที่เปลี่ยนแปลงของผู้รับการบำบัด.2. นำเข้าสู่การอภิปรายเกี่ยวกับแนวคิดพื้นฐานของ REBT, รวมถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางชีวจิตสังคม.3. อภิปรายเกี่ยวกับแนวทางที่จะนำมาใช้และการทำบำบัด, จากนั้นก็สร้างสัญญา(contract).ทำการบำบัดตามโปรแกรมที่วางไว้ชั่วโมงการบำบัดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะการลงมือทะการบำบัด กิจกรรมที่ใช้มีดังนี้:วิเคราะห์สถานการณ์ที่ปัญหา, ค้นหาความเชื่อที่เกี่ยวข้อง, เปลี่ยนแปลงความเชื่อ และสร้างการบ้าน (homework) (ข้าพเจ้าเรียกว่าการวิเคราะห์ความสมเหตุสมผล’).วิเคราะห์งานมองหมายเชิงพฤติกรรมเพื่อขจัดความกลัวและปรับเปลี่ยนวิธีการแสดงพฤติกรรม.แผนการและเทคนิคเพิ่มเติมตามความจำเป็น เช่น การฝึกการผ่อนคลาย(Relaxation training) การฝึกฝนทักษะระหว่างบุคคล (interpersonal skills training) เป็นต้น. ประเมินความก้าวหน้าโดยปกติ เมื่อมาถึงระยะสุดท้ายของการทำงาน จะมีการตรวจสอบว่า ความคิดของผู้การบำบัดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่ หรือเป็นการดีขึ้นโดยบังเอิญเพราะสภาวะการณ์ภายนอกเป็นเหตุ.เตรียมยุติการบำบัดafter a period of wellness, think they are ‘cured’ for life. Consequently, when they slip back and discover their old problems are still present to some degree, they are likely to despair and give up working on themselves altogether. Warn that relapse is likely for many emotional and behavioural problems and ensure they know what to do when their symptoms return. Discuss their views on asking for help if needed in the future. Deal with any irrational beliefs about coming back, like: ‘I should be cured for ever’, or: ‘The therapist would think I was a failure if I came back for more help’.โดยปกติแล้วเป็นการดีที่จะเตรียมผู้รับการบำบัดเพื่อรับมือกับการกลับมามีอาการเช่นเดิม. หลายคน หลังจากกลับเป็นปกติดีแล้ว กลับการสัมภาษณ์ตามแนว REBTเกิดอะไรขึ้นในการสัมภาษณ์ตามแนว REBT? การสัมภาษณ์ดังกล่าวจะอยู่บนพื้นฐาน ABC model โดยปกติจะดำเนินการดังนี้:1. ตรวจงานมอบหมายครั้งก่อนๆ(Review the previous session’s homework). สนับสนุนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นและการเรียนรู้. ถ้างานมอบหมายไม่สมบูรณ์, การช่วยเหลือผู้รับการบำบัดจะถูกตรวจสอบและจัดการกับสิ่งที่เป็นอุปสรรค.2. สร้างปัญหาที่เห็นเป้าหมาย เพื่อการทำงานร่วมกันในการบำบัดแต่ละครั้ง.3. ประเมิน ‘A’: ว่าเกิดอะไรขึ้น, เมื่อมันเกิดขึ้นในครั้งที่แล้ว? อะไร คือสิ่งที่ผู้รับการบำบัด อ้างว่า เกิดขึ้น หรืออาจเป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้น?4. ประเมิน ‘C’: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อะไรคืออารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนาที่เกิดขึ้นกับผู้รับการบำบัด, และอารมณ์ดังกล่าวรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ? 5. ตรวจสอบและประเมินปัญหาทางอารมณ์ชั้นรองลงมา (อารมณ์ด้านลบที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับปัญหา, ตัวอย่างเช่น ความรู้สึกอายที่มีตนเองรู้สึกซึมเศร้า).6. ตรวจสอบความเชื่อ (‘B’) อันเป็นสาเหตุของปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความอยาก(demanding ness), สิ่งที่กลัว, discomfort-intolerance, and people-rating.7. เชื่อมโยง ‘B’ กับ ‘C’ (เพื่อให้ผู้รับการบำบัดมองเห็นปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์อันเป็นผลมาจากความคิดของเขาเอง).8. สร้างความชัดเจนจัดจัดระดับเป้าหมาย (‘E’): ผู้รับการบำบัดอยากมีความรู้สึก(และมีพฤติกรรม)อย่างไร เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ(A) ในครั้งต่อไป ‘A’?9. ช่วยผู้รับการบำบัดขจัดความเชื่อของตนเอง (Help the client dispute their beliefs), ใช้เทคนิคต่างๆ. ปรับเปลี่ยนความเชื่อซึ่งไม่สมเหตุสมผล.10. วางแผนงานมอบหมายครั้งหน้า (Plan next homework assignments (‘F’) to enable the client to put their new rational beliefs into practice. พิสูจน์และดำเนินการกับงานมอบหมายให้เสร็จสมบูรณ์. เทคนิคที่ใช้ใน REBTเอลลิส แนะนำวิธีการบำบัดแบบผสมผสานเป็นรายอย่าง, โดยใช้แผนการบำบัดจาก REBT ร่วมกับวิธีการอื่นๆ, แต่ต้องแน่ใจว่าเข้ากันได้กับทฤษฎี REBT. ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของวิธีการที่ใช้โดยทั่วไป.เทคนิคด้านความคิดการวิเคราะห์ความเป็นเหตุเป็นผล(Rational analysis): วิเคราะห์สิ่งต่างๆเพื่อสอนให้ผู้รับการบำบัดค้นหาและกำจัดความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผล(ดังที่อธิบายไว้ก่อนหน้านี้) are usually done in-session at first; then, as the client gets the idea, they can be carried out as homework.Double-standard dispute: ถ้าผู้รับการบำบัดยังติดยึดอยู่กับ ‘ความคิดว่า ควรจะ(should)’ หรือการทำให้ตนเองรู้สึกต่ำต้อย เกี่ยวกับพฤติกรรมของตนเอง, ถามว่าพวกเขาจะลำดับความสำคัญของบุคคลอื่นๆได้หรือไม่ (เช่น เพื่อสนิท, นักบำบัด, เป็นต้น.) เพื่อทำสิ่งเดียวกัน, หรือแนะนำบุคคลเกี่ยวกับความเชื่อแกนหลักเกี่ยวกับความต้องการของเขา. เมื่อพวกเขาพูดว่า ‘ไม่’, ช่วยให้เขามองเห็นว่า เขามีความคิดแบบมาตรฐานซ้ำซ้อน(double-standard). เทคนิคนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในการต้านความเชื่อที่ผู้รับการบำบัดเอาชนะได้ยาก.การจัดระดับความเสียหาย(Catastrophe scale): นี้คือเทคนิคที่มีประโยชน์ในการทราบรายการสิ่งที่ผู้รับการบำบัดรู้สึกว่าน่ากลัวตามุมมองของเขา.



















การพิจารณามนุษย์ และหลักการให้บริการปรึกษา

การพิจารณามนุษย์
1.ความคิดของมนุษย์มีเหตุผลและไร้เหตุผล-การคิดอย่างมีเหตุผลนำไปสู่การกระทำที่มีประสิทธิภาพ
2.ความคิดที่ไร้เหตุผล เช่น
- คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ-ชอบเปรียบเทียบกับบุคคลอื่น
- คิดว่าตนมีข้อผิดพลาด เป็นคนไร้ค่า
- ชอบอ้างเหตุผลด้านลบ
- สิ่งที่คาดหวังไม่เป็นไปตามหวังนั้น เป็นความหายนะ เป็นเรื่องร้ายแรง
- ไม่มีความสุข เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
- คาดคะเนเรื่องร้ายเกินความเป็นจริง
- คิดว่าต้องพึ่งผู้ที่เข้มแข็งกว่า
- คิดไร้เหตุผลว่า บุคคลแต่ละคนจะต้องเป็นที่รัก หรือเป็นที่ยอมรับจากบุคคลที่ตนติดต่อสัมพันธ์ด้วย
- คิดว่า อดีตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมปัจจุบัน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
- มีความเชื่อมั่นสูงกว่าที่จะทำได้จริง โดยไม่ได้คำนึงข้อจำกัดของตนเอง
- คิดในวงจำกัด ไม่ยืดหยุ่น
3. ในกระบวนการพัฒนาการของมนุษย์
4. อารมณ์ขุ่นมัว เกิดจากการคิดอันไร้เหตุผล
5. มนุษย์ยังมีข้อจำกัด อาจจะมีความผิดพลาดได้
6. มนุษย์ทุกคนต้องตาย
7. ควรมีเป้าหมาย เพื่อความสุขระยะยาวดีกว่า
8. มนุษย์มีเสรีภาพที่มีข้อกำหนด
9. มนุษย์ต้องการพัฒนาตนเอง แต่บางครั้งอาจจะเกิดการพ่ายแพ้หรือท้อถอยโดยถือเอาความพอใจระยะสั้น
10. การคิดที่จะปรับปรุงชีวิตตนเอง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอารมณ์และการกระทำในสู่แนวทางที่พึงปรารถนา
11. ผู้ให้บริการปรึกษาควรทำความเข้าใจกรอบความคิดหรือการรับรู้ตนเองของผู้รับบริการ
12. ปัญหา เกิดจากการมีความคิดหรือความเชื่อผิดๆ


สรุป
อารมณ์และเหตุผลมีความสัมพันธ์กัน คือ ความคิดและการรับรู้ต่อสภาพการณ์ต่างๆเป็นตัวก่อให้เกิดความรู้สึกซึ่งจะส่งผลต่อการกระทำของบุคคล
ดั้งนั้น ความคิดของมนุษย์มีเหตุผลและไร้เหตุผล – การคิดอย่างมีเหตุผลนำไปสู่การกระทำที่มีประสิทธิภาพ
ในกระบวนพัฒนาการ มนุษย์ได้รับการสั่งสอนและประสบการณ์ให้เกิดความคิดเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่นในแง่มุมต่างกัน – ก่อให้เกิดอารมณ์สุนทร หรือ ทุกข์
ความคิดที่ไร้เหตุผล....ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์....และส่งผลต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหา

จุดมุ่งหมาย
1. ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักว่า การคิดแบบไร้เหตุผล ก่อให้เกิดปัญหาด้านอารมณ์ เช่น
* คิดว่าตนเองเป็นบุคคลสมบูรณ์แบบ
* คิดว่าตนมีข้อผิดพลาด เป็นตนไร้ค่า
* คิดในวงจำกัด ไม่ยืนหยุ่น
* คิดว่า อดีตเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมปัจจุบัน และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
* มีความเชื่อมั่นสูงกว่าที่จะทำได้จริง โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อกำหนดของตนเอง
2. ช่วยให้ผู้รับบริการตระหนักว่า การคิดแบบไร้เหตุผล ก่อให้เกิดปัญหาด้วยอารมณ์ ผู้ให้บริการช่วยให้ผู้รับบริการเกิดอารมณ์ที่เหมาะสม(Appropriate Emotion) และระงับอารมณ์ที่ไม่เหมาะสม (Inapproprate Emotion)
& อารมณ์ที่เหมาะสม ได้แก่ ความรัก กระตือรือร้น เศร้า ผิดหวัง เสียใจ
* ด้านบวก – อารมณ์รัก มีความสุข กระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
* ด้านลบ – เสียใจ คับข้องใจ รำคาญ ขุ่นเคือง ซึ่งอารมณ์เหล่านี้จะช่วยผลักดันให้บุคคลพยายามปรับปรุง ต่อสู้ เปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่ก่อให้เกิดอารมณ์
& อารมณ์ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ โศกเศร้าอย่างหนัก (Deprssion)ท้อแท้สิ้นหวัง มุ่งร้าย (Hostility)ความรู้สึกไร้ค่า(Worthlessness)จะเห็นได้ว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดความพยายามที่จะต่อสู้กับสภาพการณ์ที่ไม่เหมาะสม
3. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความสนใจทั้งตนเองและผู้อื่นด้วย เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
4. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความรับผิดชอบต่อตนเอง หากต้องการความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นก็สามารถพึ่งได้แต่ต้องไม่พึ่งโดยสิ้นเชิง
5. ช่วยเหลือผู้รับบริการให้มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งที่เขาคิดว่าสำคัญและให้ความสนใจ
6. ช่วยให้ผู้รับบริการที่ความคิดที่มีเหตุผล เช่น
* บุคคลย่อมมีความผิดพลาดได้
* เราอยู่ในโลกที่ไม่มีความแน่นอน ดังนั้นจึงควรยอมรับความไม่เที่ยงแท้
* ควรมีความยืดหยุ่นในความคิด ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างของบุคคลอื่น
7. ช่วยให้ผู้รับบริการกล้าเสี่ยงที่จะตัดสินใจ แม้จะไม่ทราบถึงผลที่จะได้รับก็ตาม
8. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความยินดีที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และยอมรับในความสามารถและศักยภาพของตนเองอย่างมีเหตุผล
9. ช่วยให้ผู้รับบริการพิจารณาสิ่งต่างๆอย่างรอบคอบ ไม่ยึดเกณฑ์ภายนอกในการตัดสินตนเอง

การให้คำปรึกษา
1. ชี้ให้ผู้รับบริการตระหนักว่าความคิดของตนไร้เหตุผล และความคิดนั้นจะมีผลต่อปัญหาทางอารมณ์อย่างไร
2. กระตุ้นให้ผู้รับบริการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อปัญหาของตนเอง เพราะเขาเฝ้าคิดอย่างไร้เหตุผล
3. ช่วยให้ผู้รับบริการเปลี่ยนความคิด ขจัดความคิดไร้เหตุผลออกไป ด้วยกลวิธีแบบนำทาง ชักชวน ชี้แจงเหตุผล
4. ช่วยให้ผู้รับบริการมีความคิดที่มีเหตุผลในเรื่องทั่วๆไปซึ่งไม่เกี่ยวกับปัญหาปัจจุบันของตน เพื่อช่วยให้เขามีปรัชญาชีวิตที่มีเหตุผล

บทบาทของผู้ให้บริการ
1. อธิบายให้ผู้รับบริการเข้าใจถึงผลที่เกิดจากความคิดไร้เหตุผล
2. ชี้ให้ผู้รับบริการตระหนักถึงความคิดไร้เหตุผลของตนและปัญหาทางอารมณ์จากความคิดนั้น
3. สอนให้ผู้รับบริการเข้าใจว่าความคิดไร้เหตุผลสามารถแทนที่ด้วยความคิดที่มีเหตุผล

กลวิธีการให้บริการ
1. การสอนหรือการอธิบายโดยตรง(Direct Technique)
2. การใช้ตรรกวิทยา(Logic)
3. ผู้ให้บริการปรึกษาแสดงบทบาทสมมุติ อาจจะเป็นการสวมบทบาทของพ่อแม่กำลังดุผู้รับบริการแล้วดูอาการตอบสนองของผู้รับบริการ
4. การแสดงตัวแบบ(Modeling)
5. ผู้ให้บริการต้องเป็นตัวแบบในระหว่างการให้บริการปรึกษา
6. การผ่อนคลายความเครียด(Relaxgation)
7. เมื่อผู้รับบริการเกิดความเครียด จะต้องให้เขาได้ผ่อนคลายความเครียดบ้าง
8. ใช้จินตนาการในการใช้เหตุผลและอารมณ์ของตนเอง (Rational-Emotion Imagination)
9. ให้จิตนาการสถานการณ์
10. ยกตัวอย่างชีวประวัติ(Bibliography)
11. ให้เห็นว่า แม้คนเราจะมีข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่อง เราก็สามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ หากมีความมานะพยายาม
12. การฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล(Rational Self Help Form)
13. กำหนดสถานการณ์ที่เป็นปัญหาแล้วให้ผู้รับบริการได้เติมข้อความลงในแบบฟอร์ม เพื่อให้เขาได้ฝึกวิเคราะห์อารมณ์ ความคิด และความเชื่อ
14. การให้วิเคราะห์คำพูดของตนเองจากแถบบันทึกเสียง
15. ให้ผู้รับบริการปรึกษาฟังเทปสิ่งที่ตนพูด

สิ่งที่ผู้ให้บริการพึงหลีกเลี่ยง
1.ไม่ควรใช้เวลานานมากนักกับการฟังผู้รับบริการพูดถึงประสบการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่พยายามให้ผู้บริการสรุปเรื่องราว เพื่อไม่ให้ย้ำคิดย้ำทำเรื่องนั้น
2. ไม่ควรให้ผู้รับบริการครุ่นคิดแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์นั้น แต่ช่วยให้วิเคราะห์ความคิด ความเชื่อเบื้องหลังที่ก่อให้เกิดความรู้สึกนั้น
3.ไม่ควรให้ผู้รับบริการเก็บกดหรือปล่อยอารมณ์มากเกินไป แต่พยายามลดความรู้สึกและขจัดออก
4. หลีกเลี่ยงที่จะทำให้ผู้รับบริการพึ่งผู้ให้บริการ แต่พยายามส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขาเอง ให้ใช้สติปัญญาคิดพิจารณาสิ่งต่างๆเอง

ข้อดี
กลวิธีที่ใช้ในการให้บริการปรึกษาเป็นวิธีที่ปฏิบัติในห้องแนะแนว และผู้รับบริการสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเอง

ข้อจำกัด
ผู้ให้บริการปฏิบัติตนเสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่นำปรัชญาของตนไปใส่ให้ผู้รับบริการ ซึ่งเป็นวิธีนำทางมากเกินไป อาจทำให้ผู้รับบริการไม่เป็นตัวของตัวเองได้



สรุป
เอลลิส กล่าวถึงขั้นตอนการให้คำปรึกษาตามทฤษฏีการให้คำปรึกษาแบบพิจารณาเหตุผล อารมณ์และพฤติกรรม เป็น 4 ขั้นตอน ซึ่งสามารถกระทำได้ในการให้คำปรึกษากลุ่มดังนี้
1) แสดงให้ผู้รับคำปรึกษาเห็นว่าเขามีความคิดที่ไม่มีเหตุผล จะต้องช่วยให้เขาเข้าใจ ทำไมจึงมีความคิดเช่นนั้น ทำให้เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างความคิดที่ไม่มีเหตุผลกับอารมณ์ไม่เป็นสุขต่อพฤติกรรมที่เกิดขึ้น
2) ทำให้ผู้รับคำปรึกษาเข้าใจว่า อารมณ์ไม่เป็นสุขจะมีอยู่ต่อไปเพราะยังคงมีความคิดที่ไม่มีเหตุผลอยู่
3) ทำให้ผู้รับคำปรึกษาเปลี่ยนความคิดของเขา โดยขจัดความคิดที่ไม่มีเหตุผล แล้วทดแทนขึ้นด้วยความคิดที่มีเหตุผล
4) วางแผนในการพัฒนาปฏิกิริยาโต้ตอบที่มีเหตุผลของผู้รับคำปรึกษา เพื่อพัฒนาพฤติกรรมที่มีเหตุผลหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้มั่นคงต่อไป

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(กลุ่ม4)

ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบทฤษฎีพฤติกรรมนิยม(The Behavioral Counseling Approach)
การให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม (Behavioral Counseling) เป็นการจัดสภาพการเรียนรู้ใหม่ โดยมีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ซึ่งเน้นการเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม มีแนวคิดในการพิจารณามนุษย์และหลักการ ดังนี้
1. มนุษย์เราสามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง หรือเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้
2. พฤติกรรมของบุคคลได้มาจากการเรียนรู้ ไม่ได้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น ผู้ให้การ
3. ปรึกษาจะต้องเข้าใจที่มาของพฤติกรรม และใช้หลักการเรียนรู้วิธีเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคคล
4. การให้การปรึกษาไม่ได้จัดทำเฉพาะในห้องให้คำปรึกษาเท่านั้น แต่จัดในสิ่งแวดล้อมอื่นด้วย
5. กระบวนการให้การปรึกษาประกอบด้วยการช่วยให้ผู้รับการปรึกษา มองเห็นปัญหา และเห็นในพฤติกรรมที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข ตั้งเป้าหมายที่สามารถวัดความก้าวหน้าได้
6. พฤติกรรมของบุคคลเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ดังนั้นเราจึงสามารถคาดคะเนพฤติกรรมของบุคคลได้ และถ้าเราสามารถควบคุมเหตุการณ์เหล่านั้นได้ เราก็จะสามารถควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
7. พฤติกรรมที่นำความชื่นชมมาได้ หรือลดความไม่พอใจลงได้ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นซ้ำอีก
8. นักพฤติกรรมนิยม เชื่อว่า ความกลัวและความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่ได้มาจากการเรียนรู้เนื่องมาจากสิ่งเร้านั้นสัมพันธ์กับภาวะที่ทำให้เกิดประสบการณ์ไม่ดีซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง

จุดมุ่งหมายของการให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
1. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมใหม่ ขจัดพฤติกรรมผิดปกติ(Maladaptive behavior)
2. พยายามให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์คงอยู่ถาวร
3. ช่วยให้ผู้รับการปรึกษามีความคิดที่เต็มไปด้วยเหตุผล สามารถวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ อย่างระมัดระวังขึ้น เห็นความสัมพันธ์ ระหว่างสภาพการณ์ที่เกิดก่อนกับผลที่ตามมา

เทคนิคที่ใช้ในการให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
เทคนิคในการให้การปรึกษาจะเลือกวิธีการบำบัดที่เหมาะสม เพื่อให้บรรลุกับเป้าหมายสามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของลักษณะปัญหา เช่น
1. Permissiveness เป็นการให้ผู้รับการปรึกษาเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ออกมา และผู้ให้การปรึกษารับฟังและยอมรับในเรื่องนั้น เทคนิคนี้จะช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้ให้การปรึกษา และเกิดความรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นในตนเอง มีความเป็นกันเองมากขึ้น มีความพร้อมที่จะระบายความรู้สึกของตนเองได้ดีขึ้น
2. Free Association เป็นการช่วยให้ผู้รับการปรึกษามีอิสระในการพูดและเล่าเรื่องราวออกมา
โดยเร็ว ทันทีที่ฟังคำถามเสร็จ เพื่อระบายความกดดันที่มีอยู่ในจิตใจ
3. Reinforcement เป็นการให้แรงเสริมได้แก่ การให้รางวัล การจูงใจ หรือโดยการแสดงกิริยา
อาการยิ้ม การพยักหน้า จะเป็นกำลังใจให้ผู้รับการปรึกษาเกิดความมั่นใจในตนเอง รู้สึกพอใจ และภูมิใจในตนเองกล้าที่จะเล่ารายละเอียดต่าง ๆ มากขึ้น หรือโดยการลงโทษ เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้รับการปรึกษา
4. Labeling ผู้ให้การปรึกษาช่วยให้ผู้รับการปรึกษาสามารถแยกแยะว่าอะไรที่เป็นปัญหา อะไร
ที่ไม่เป็นปัญหา เพื่อให้ผู้รับการปรึกษามองเห็นว่าอะไรเป็นปัญหาที่แท้จริง
5. Foresight เป็นเทคนิคที่พยายามช่วยให้ผู้รับการปรึกษาคาดการณ์ถึงอนาคต เช่น คิดว่า เมื่อทำสิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจะเกิดผลดีผลเสียอย่างไรในอนาคต ซึ่งจะทำให้ผู้รับการปรึกษารู้จักคิด และมีการวางแผนในแก้ปัญหาโดยใช้เหตุผล
6. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxation Technique) ใช้ในการบำบัดผู้รับการปรึกษาที่มีความเครียดที่ส่งผลให้เกิดการปวดมึนศีรษะ ปวดเกร็งต้นคอ ปวดศีรษะข้างเดียว เป็นต้น

ขั้นตอนการให้การปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม
1. การเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้รับการปรึกษา ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การสัมภาษณ์ การสังเกต
พฤติกรรมของผู้รับการปรึกษาในสภาพที่เป็นปัญหา การใช้แบบสอบถามเพื่อพิจารณาสภาพการณ์ที่เป็นปัญหามีลักษณะเป็นอย่างไร และผู้รับการปรึกษาตอบสนองอย่างไร ข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้เข้าใจปัญหาของผู้รับการปรึกษา และช่วยให้ตั้งจุดประสงค์ในการให้การปรึกษาได้ตรงประเด็นปัญหา และศึกษากลวิธีช่วยเหลือผู้รับการปรึกษาแก้ปัญหาได้เหมาะสมขึ้น

2. ตั้งจุดประสงค์และเป้าหมายร่วมกัน ว่าจะให้ผู้รับการปรึกษา เปลี่ยนพฤติกรรมในลักษณะใด โดยประกอบด้วยเกณฑ์ 3 ประการ คือ
- จุดประสงค์นั้นตรงกับความต้องการของผู้รับบริการ
- ผู้ให้การปรึกษาเต็มใจช่วยผู้รับการปรึกษาให้บรรลุเป้าหมาย
- ผู้ให้การปรึกษาจะต้องคะเนว่าเป้าหมายที่ตั้งนั้นสามารถจะดำเนินการให้บรรลุได้จริง
หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ดังนั้นจึงต้องกำหนดเป้าหมายในรูปพฤติกรรมชัดเจน กำหนดระดับพฤติกรรมที่ต้องการ และกำหนดสภาพการณ์ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรม
3. ผู้ให้การปรึกษาและผู้รับการปรึกษาตกลงร่วมกันว่าจะใช้กลวิธีใดดำเนินการไปสู่
วัตถุประสงค์ บางครั้งจะต้องมีการดำเนินการในสิ่งแวดล้อม นอกห้องให้การปรึกษา
4. การประเมินผลและการยุติการให้การปรึกษา ผู้ให้การปรึกษาจะต้องตระหนักว่ากลวิธีที่ตนใช้ไปแล้วนั้นอาจจะมีการปรับเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น จึงต้องประเมินผลการให้การปรึกษาต่อเนื่องเรื่อย ๆ โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้รับการปรึกษาว่าเปลี่ยนแปลงไปตามจุดประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ จะต้องให้ความช่วยเหลือด้านใดแก่ผู้รับการปรึกษาเพิ่มเติมอีกหรือไม่ และนอกจากนั้นก่อนจะยุติการให้การปรึกษาควรช่วยเตรียมผู้รับการปรึกษาให้ไปสู่การปรับตัวในภาพการณ์อื่น ๆ ด้วย
ทฤษฎีการให้คำปรึกษาแบบพฤติกรรมนิยม ประกอบด้วยแนวคิดสำคัญ 3 แนวคิด ดังต่อไปนี้
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค (Classic Conditioning Theory)
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคนั้น ผู้ริเริ่มตั้งทฤษฎีนี้เป็นคนแรก คือ พาฟลอฟ (Pavlov) ต่อมาภายหลังวัตสัน (Watson) ได้นำเอาแนวคิดของพาฟลอฟไปดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งจะขอนำเสนอแยกเป็นรายบุคคลดังนี้
พาฟลอฟ (Pavlov)
พาฟลอฟ (Ivan Petrovich Pavlov) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียที่มีชื่อเสียง ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง ปี ค.ศ. 1849 – 1936 และถึงแก่กรรมเมื่ออายุประมาณ 87 ปี พาฟลอฟเป็นนักวิทยาศาสตร์ สนใจศึกษาระบบหมุนเวียนโลหิตและระบบหัวใจ และได้หันไปสนใจศึกษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร จนทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยา ในปี ค.ศ. 1904 จากการวิจัยเรื่อง สรีรวิทยาของการย่อยอาหาร ต่อมาพาฟลอฟได้หันมาสนใจเกี่ยวกับด้านจิตเวช (Psychiatry) และได้ใช้เวลาในช่วงบั้นปลายของชีวิตในการสังเกตความเป็นไปในโรงพยาบาลโรคจิต และพยายามนำการสังเกตเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทดลองสุนัขในห้องปฏิบัติการจนได้รับชื่อเสียงโด่งดัง และได้ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคขึ้น ในการวิจัยเกี่ยวกับการย่อยอาหารของสุนัข (ค.ศ. 1904) พาฟลอฟสังเกตว่า สุนัขมีน้ำลายไหลออกมา เมื่อเห็นผู้ทดลองนำอาหารมาให้ พาฟลอฟจึงสนใจในพฤติกรรมน้ำลายไหลของสุนัขก่อนที่ได้รับอาหารมาก และได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างมีระเบียบและการทำการวิจัยเรื่องนี้อย่างละเอียด ซึ่งการทดลองของพาฟลอฟเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้วีธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาพฤติกรรม เพราะเป็นการทดลองที่ใช้การควบคุมที่ดีมาก ทำให้พาฟลอฟได้ค้นพบหลักการที่เรียกว่า Classic Conditioning ซึ่งการทดลองดังกล่าวอธิบายได้ดังนี้ พาฟลอฟได้ทำการทดลองโดยการสั่นกระดิ่งและให้ผงเนื้อแก่สุนัข โดยทำซ้ำควบคู่กันหลายครั้ง และในที่สุดหยุดให้อาหารเพียงแต่สั่นกระดิ่ง ก็ปรากฎว่าสุนัขก็งยังคงมีน้ำลายไหลได้ ปรากฎการณ์เช่นนี้เรียกว่า พฤติกรรมของสุนัขถูกวางเงื่อนไข หรือการเรียนรู้แบบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคพาฟลอฟเชื่อว่า การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการวางเงื่อนไข (Conditioning) คือ การตอบสนองหรือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นนั้น ๆ ต้องมีเงื่อนไขหรือมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้น เช่น สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่งแล้วน้ำลายไหล เป็นต้น

โดยเสียงกระดิ่งคือสิ่งเร้าที่ต้องการให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข ซึ่งเรียกว่า “สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (Conditioned stimulus) และปฏิบัติกิริยาการเกิดน้ำลายไหลของสุนัข เรียกว่า “การตอบสนองที่ถูกวางเงื่อนไข (Conditioned response) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แสดงถึงการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของพาฟลอฟนอกจากจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการวางเงื่อนไขหรือมีการสร้างสถานการณ์ขึ้นมาแล้ว ยังหมายถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งเร้ากับปฏิกิริยาตอบสนองอย่างฉับพลัน หรือปฏิกิริยาสะท้อน (Reflex) ซึ่งพาฟลอฟได้อธิบายเรื่องราวการวางเงื่อนไขในแง่ของสิ่งเร้า (Stimulus - S) และการตอบสนอง (Response - R) ว่า อินทรีย์มีการเชื่อมโยงสิ่งเร้าบางอย่างกับการตอบสนองบางอย่างมาตั้งแต่แรกเกิด แล้วพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ โดยสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เรียกว่า สิ่งเร้าที่ไม่ได้ วางเงื่อนไข (Unconditioned stimulus = UCS) หมายถึง สิ่งเร้าที่มีอยู่ในธรรมชาติ และเมื่อนำมาใช้คู่กับสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้หรือตอบสนองจากการวางเงื่อนไขได้ และ การตอบสนองที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เรียกว่า การตอบสนองที่ไม่ได้วางเงื่อนไข (Unconditioned response = UCR) ซึ่งหมายถึง การตอบสนองตามธรรมชาติที่ไม่ต้องมีการบังคับ เช่น การเคาะเอ็นที่สะบ้าหัวเข่าทำให้เกิดการกระตุกขึ้นนั้น เป็นปฏิกิริยาสะท้อนโดยธรรมชาติ (Reflex) สมมุติว่าเราสร้างการเชื่อมโยงบางอย่างขึ้นในระบบประสาท เช่น สั่นกระดิ่งทุกครั้งที่มีการเคาะหัวเข่า จากนั้นเข่าจะกระตุกเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งโดยไม่ต้องเคาะหัวเข่า เป็นต้น
จากหลักการข้างต้นสามารถสรุปหลักการเรียนรู้ของพาฟลอฟเป็นแผนผัง ดังนี้
การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค = สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข + สิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไข = การเรียนรู้
ในการทดลองของพาฟลอฟนั้น พบว่า
1. การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ควรเริ่มจากการเสนอสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขก่อน แล้วจึงเสนอสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข
2. ช่วงเวลาในการให้สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข และไม่วางเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดกาตอบสนองที่แตกต่างกัน
3. ถ้ามีการวางเงื่อนไขซ้อนกันมากครั้ง (หมายถึงการให้สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขหลาย ๆ สิ่ง) การตอบสนองก็จะมีกำลังอ่อนลงมายิ่งขึ้น
จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการทดลองของพาฟลอฟ สามารถสรุปออกมาเป็นทฤษฎีดังนี้
1. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์เกิดจากการวางเงื่อนไขที่ตอบสนองต่อความต้องการทางธรรมชาติ
2. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ
3. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์ที่เกิดจากสิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้าตามธรรมชาติจะลดลงเรื่อย ๆ และหยุดลงในที่สุดหากไม่ได้รับการตอบสนองตามธรรมชาติ
4. พฤติกรรมการตอบสนองของมนุษย์สิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งเร้าตามธรรมชาติจะลดลงและหยุดไปเมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามธรรมชาติ และจะกลับปราฏขึ้นได้อีกโดยไม่ต้องใช้สิ่งเร้าตามธรรมชาติ
5. มนุษย์มีแนวโน้มที่จะจำแนกลักษณะของสิ่งเร้าให้แตกต่างกันและเลือกตอบสนองได้ถูกต้อง
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิตในมุมมองของพาฟลอฟ คือ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค ซึ่งหมายถึงการใช้สิ่งเร้า 2 สิ่งคู่กัน คือ สิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขและสิ่งเร้าที่ไม่ได้วางเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ คือ การตอบสนองที่เกิดจากการวางเงื่อนไข ซึ่งถ้าสิ่งมีชีวิตเกิดการเรียนรู้จริงแล้วจะมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้า 2 สิ่งในลักษณะเดียวกัน แล้ไม่ว่าจะตัดสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่งออกไป การตอบสนองก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เพราะผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขกับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไขกับการตอบสนองได้นั่นเอง
วัตสัน (Watson)
จอห์น บี วัตสัน (John B. Watson) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน มีช่วงชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1878 – 1958 รวมอายุได้ 90 ปี วัตสันได้นำเอาทฤษฎีของพาฟลอฟมาเป็นหลักสำคัญในการอธิบายเรื่องการเรียน ผลงานของวัตสันได้รับความนิยมแพร่หลายจนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาของจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม” ทฤษฎีของเขามีลักษณะในการอธิบายเรื่องการเกิดอารมณ์จากการวางเงื่อนไข (Conditioned emotion)
วัตสัน ได้ทำการทดลองโดยให้เด็กคนหนึ่งเล่นกับหนูขาว และขณะที่เด็กกำลังจะจับหนูขาว ก็ทำเสียงดังจนเด็กตกใจร้องไห้ หลังจากนั้นเด็กจะกลัวและร้องไห้เมื่อเห็นหนูขาว ต่อมาทดลองให้นำหนูขาวมาให้เด็กดู โดยแม่จะกอดเด็กไว้ จากนั้นเด็กก็จะค่อย ๆ หายกลัวหนูขาว
ภาพการทดลอง ของ จอห์น บี วัสตัน
จากการทดลองดังกล่าว วัตสันสรุปเป็นทฤษฎี ดังนี้
1. พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้ โดยการควบคุมสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติ และการเรียนรู้จะคงทนถาวรหากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ
2. เมื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมใด ๆ ได้ ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไปได้

ลักษณะของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
1. การตอบสนองเกิดจากสิ่งเร้า หรือสิ่งเร้าเป็นตัวดึงการตอบสนองมา
2. การตอบสนองเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่ได้จงใจ
3. ให้ตัวเสริมแรงก่อน แล้วผู้เรียนจึงจะตอบสนอง เช่น ให้ผงเนื้อก่อนจึงจะมีน้ำลายไหล
4. รางวัลหรือตัวเสริมแรงไม่มีความจำเป็นต่อการวางเงื่อนไข
5. ไม่ต้องทำอะไรกับผู้เรียน เพียงแต่คอยจนกระทั่งมีสิ่งเร้ามากระตุ้นจึงจะเกิดพฤติกรรม
6. เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาสะท้อนและอารมณ์ ซึ่งมีระบบประสาทอัตโนมัติเข้าไปเกี่ยวข้อง
ในแง่ของความแตกต่างระหว่างบุคคล

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ(Burrhus Frederick Skinner )

ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ OPERANT CONDITIONING
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ พัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ชื่อ Burrhus Frederick Skinner ( ๑๙๐๔-๑๙๙๐ )
ประวัติส่วนตัว ของ B.F. SKINNER
Burrhus Frederick Skinner เกิดวันที่ ๒๐ มีนาคม ๑๙๐๔ ที่เมือง Susquehanna มลรัฐ Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา บิดาเป็นนักกฎหมาย Skinner มารดาของเขาเป็นคนขยัน และเป็นแม่บ้านที่มีความฉลาด Skinner เขามีพี่ชาย ๑ คน ซึ่งมีอายุมากกว่าเขาแค่ ๒ ปี พี่ชายของ Skinner ได้เสียชีวิตขณะมีอายุ ๑๖ปี Skinner เขาเจริญเติบโตในครอบครัวที่มีความอบอุ่น เขาจบปริญญาตรีทางด้านวรรณกรรม อังกฤษจาก Hamilton College ในมลรัฐ New York หลังจากจบปริญญาตรีแลัว Skinner ตัดสินใจที่จะเป็นนักเขียนเนื่องจากในขณะที่เขาเรียนปริญญาตรีอยู่นั้นเอง เขาได้พบ Robert Frost นักกวีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง Frost ชื่นชมกับการเขียนของ Skinner มาก เหตุนี้จึงทำให้ Skinner ตัดสินใจยึดอาชีพนักเขียนแต่ทว่าเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงย้อนกลับมา เรียนอีกครั้งที่ Harvard University มลรัฐ masachusetts ในสาขาจิตวิทยาการทดลอง ( Experimental Psychology ) ขณะนั้นอายุ ๒๔ ปี โดยหวังว่าจะเป็นนักจิตวิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์ Skinner ได้รับปริญญาโททางด้านจิตวิทยาในปี ๑๙๓๐และได้รับปริญญาเอก (Ph.D) ทางจิตวิทยาการทดลองในปี ๑๙๓๑ และทำงานที่ Harvard University ในฐานะนักวิจัย จนกระทั่งปี ๑๙๓๖ ขณะนั้นเขาอายุ ๓๒ ปี เขาก็ได้แต่งงานกับ Yvonne Blue และได้ย้ายไปอยู่ที่ Minnessota และ เขาก็ไปรับตำแหน่งอาจารย์ที่ University of Minnesota จนถึงปี ๑๙๔๕ เขาจึงได้ย้ายไปเป็นหัวหน้าภาคจิตวิทยาที่ University of Indiana ทำงานที่Indiana ได้ ๓ปี ในปี ๑๙๔๘ เขาจึงได้กลับไปอยู่ที่ Harvard เช่นเดิม และไม่ได้ย้ายไปไหนอีกเลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต Skinner เสียชีวิตในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๑๙๙๐ หลังจากที่ต้องต่อสู้กับโรค ลูคีเมีย โดยขณะที่เขามีอายุ ๘๖ ปี Skinner มีลูกสาวคนแรกในปี ๑๙๓๘ ชื่อ Julie และในปี ๑๙๔๓ Yvonne Blue ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง และคลอดเป็นลูกชาย Skinner ได้ผลิตผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัย ตำรา หรือบทความต่างๆ ผลงานของเขาที่รวบรวมเป็นหนังสือที่ได้รับการกล่าวถึงมากมาย ได้แก่ The Behavior of Organisms ในปี ๑๙๓๘ Science and Human Behavior ในปี ๑๙๕๓ Verbal Behavior ในปี ๑๙๕๗ Beyond Freedom and Dignity ในปี ๑๙๗๑ About Behaviorism ในปี ๑๙๗๔ และเล่มล่าสุด ได้แก่ Recent Issue in the Analysis of Behavior ในปี ๑๙๘๙ นอกจากนี้ Skinner ยังได้เขียนนิยายที่ใช้แนวคิดของพฤติกรรมนิยมในการสร้างสังคม -Utopia ขึ้นมาเล่มหนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก เรื่อง Welden Two ในปี ๑ ๙๔๘ บทความชิ้นสุดท้ายของ Skinner ที่เขาเขียนเสร็จก่อนสิ้นชีวิต ๒ วัน ได้แก่
Can Psychology Be a Science of Mind เป็นบทความที่เขาเขียนจากความคิดของตัวของเขาเองโดยไม่มีการอ้างอิงเอกสารใดๆ ทั้งสิ้น บทความชิ้นสุดท้ายของเขานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร American Psychologist ในเดือนพฤศจิกายน ๑๙๙๐
จากผลงานทางวิชาการที่ Skinner ได้ทำมาตลอดชีวิตของเขานั้นเอง ทำให้เขาได้รับการยอมรับ และได้รับรางวัลมากมาย รางวัลที่เด่นๆที่เขาได้รับมีดังนี้
ปี ๑๙๘๕-APA's Distinguished Scientific Contribution Award
ปี ๑๙๗๑-Gold Medal Award of the American Psychlogical Foundation
ปี ๑๙๙๐-Citation for Outstanding Lifetime Conttribustion to Psychology
รางวัลที่ Skinnerได้รับในปี ๑๙๙๐ นั้นเป็นรางวัลที่สมาคมจิตวิทยาแห่งอเมริกา ( APA ) มอบให้ซึ่ง Skinner เป็นนักจิตวิทยาคนเดียวและคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้จาก APA ในรอบ ๙๙ปี ของประวัติศาสตร์ของสมาคม เป็นรางวัลที่ Skinner ได้รับก่อนที่เขาจะเสียชีวิตเพียง ๘ วันเท่านั้น
การวางเงื่อนไขชนิด S และชนิด R ( Typs S and Typs R Conditioning )
ก่อนที่จะกล่าวถึงแนวคิดต่างๆ ของทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบการกระทำสิ่งแรกที่ควรจะทำความเข้าใจเสียก่อนคือการวางเงือนไขชนิด S และชนิด R การวางเงื่อนไขชนิด S นั้นรู้จักกันในนามของการวางเงื่อนไขการตอบสนอง ( Respondent Conditioning ) ซึ่งก็คือการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของ Pavlov นั้นเอง เป็นการเน้นความสำคัญของสิ่งเร้าที่จะกระตุ้น ( Elicited ) ให้การตอบสนองที่ต้องการในขณะที่การวางเงื่อนไขต่อพฤติกรรมที่บุคคลกระทำเรียกว่า ชนิด R เพราะเน้นที่การตอบสนองที่เกิดขึ้น ( Emetted ) การวางเงื่อนไขชนิด R อาจเรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า การวางเงื่อนไขการกระทำ ( Operesant Conditioning ) สิ่งที่แตกต่างกันอีกประการหนึ่งของการวางเงื่อนไขชนิด S และชนิด R คือการวางเงื่อนไขชนิด S จะดูประสิทธิภาพของการวางเงื่อนไขโดยจะพิจารณาที่ความเข้มของเงื่อนไขการตอบสนองตอบในขณะที่การวางเงื่อนไขชนิด R จะดูประสิทธิภาพของการวางเงื่อนไขโดยพิจารณาที่อัตราการตอบสนอง งานวิจัยของ Skinner นั้นเกี่ยวข้องกับการวางเงื่อนไขชนิด R แต่เพียงอย่างเดียว
แนวความคิดของทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำนั้น มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลพวงมาจากการปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม พฤติกรรมที่เกิดขึ้น (Emetted ) ของาบุคคลจะแปรเปลี่ยนเนื่องมาจากผลกรรม ( Consequences ) ที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมนั้น Skinner ให้ความสนใจกับผลกรรม๒ประเภท ได้แก่ผลกรรมที่เป็นตัวเสริมแรง ( Reinforcer ) ที่ทำให้พฤติกรรมที่บุคคลกระทำอยู่นั้นมีอัตราการกระทำเพิ่มขึ้นและผลกรรมที่เป็นตัวลงโทษ ( Funisher ) ที่ทำให้พฤติกรรมที่บุคคลกระทำนั้นยุติลง
การเสริมแรง ( Reinforcement )
การเสริมแรงคือการทำให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลเนื่องมาจากกรรมที่ตามหลังพฤติกรรมนั้น ผลกรรมที่ทำให้พฤติกรรมมีความถี่เพิ่มขึ้นเรียกว่า ตัวเสริมแรง ( Reinforcer ) ( Skinner ) ตัวเสริมแรงที่ใช้กันอยู่นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ชนิด ด้วยกันคือ
๑. ตัวเสริมแรงปฐมภูมิ ( Primary Reinforcer ) เป็นตัวเสริมแรงที่มีคุณสมบัติด้วยตัวของมันเองเนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการทางชีวภาพของอินทรีย์ได้ หรือมีผลต่ออินทรีย์โดยตรง เช่น อาหาร น้ำ ความร้อน ความหนาว ความเจ็บปวด เป็นต้น
๒ . ตัวเสริมแรงทุติยภูมิ ( Secondary Reinforcer ) เป็นตัวเสริมแรงที่ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาคุณสมบัติของการเป็นตัวเสริมแรง โดยการนำไปสัมพันธ์กับตัวเสริมแรงปฐมภูมิ เช่น คำชมเชย เงินหรือตำแหน่งหน้าที่เป็นต้น
ในการที่จะทำให้ตัวเสริมแรงทุติยภูมิมีคุณสมบัติเป็นตัวเสริมแรงได้นั้นจำเป็นที่จะต้องพิจารณาเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ประการแรก ปริมาณของตัวเสริมแรงปฐมภูมิ ที่ใช้คู่กับตัวเสริมแรงทุติยภูมิ นั้นคือถ้าปริมาณของตัวเสริมแรงปฐมภูมิมีมากจะทำให้ตัวเสริมแรงทุติยภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้นขณะเดียวกันถ้าปริมาณของตัวเสริมแรงมีน้อยจะทำให้ประสิทธิภาพของตัวเสริมแรงทุติยภูมิลดน้อยลงไปด้วยเช่นกัน ( D' Amato, ๑๙๕๕ ) ประการต่อมาขึ้นอยู่กับความถี่ของการเสนอตัวเสริมแรงปฐมภูมิคู่กับตัวเสริมแรงทุติยภูมิ ถ้าเสนอคู่กันบ่อยครั้งก็จะทำให้ตัวเสริมแรงทุติยภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าไม่บ่อยได้เสนอคู่กันประสิทธิภาพของตัวเสริมแรงทุติยภูมิก็ย่อมจะลดน้อยลง ( Bersh , ๑๙๕๑ ) ส่วนประการสุดท้ายคือ ช่วงเวลาคาบเกี่ยวระหว่างการเสนอตัวเสริมแรงของทุติยภูมิและตัวเสริมแรงปฐมภูมิ นั่นคือถ้าเวลาคาบเกี่ยวของการเสนอตัวเสริมแรงทั้ง ๒ ตัว นั้นสั้นก็จะทำให้ตัวเสริมแรงทุติยภูมิมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าช่วงเวลาคาบเกี่ยวของการเสนอตัวเสริมแรงทั้ง ๒ ตัว นั้นยาวออกไปประสิทธิภาพของตัวเสริมแรงทุติยภูมิก็ย่อมจะลดลงตามเวลาที่ยืดยาวออกไป ตัวเสริมแรงทุติยภูมิบางตัวนั้นถ้านำไปใช้แล้ว สามารถคู่กับตัวเสริมแรงอื่นๆ ได้มากกว่า ๑ ตัวแล้ว ตัวเสริมแรงดังกล่าวจะมีคุณสมบัติเป็นตัวเสริมแรงแผ่ขยายทันที ซึ่งจะทำให้ตัวเสริมแรงมีประสิทธิภาพาในการเสริมแรงเป้นอย่างมาก ตัวอย่างของตัวเสริมแรงแผ่ขยาย ได้แก่ เงิน คูปอง หรือตำแหน่งเป็นต้น ตัวเสริมแรงแผ่ขยายบางตัวนั้น ด้วยตัวของมันเองอาจจะไม่มีคุณค่าใดๆ เลย แต่มันจะมีคุณค่า และเพิ่ม ประสิทธิภาพของการเป็นตัวเสริมแรงด้วยการนำไปแลกเป็นตัวเสริมแรงอื่นๆ ตัวเสริมแรงที่ทำให้ตัวเสริมแรงแผ่ขยายมีคุณค่ามากขึ้น เรียกว่า ตัวเสริมแรงสนับสนุน เช่น คูปองของห้างสรรพสินค้า ด้วยตัวของมันเอง คูปองไม่มีค่าใดๆ นอกจากกระดาษแผ่นหนึ่ง แต่ทว่าคูปองมีค่าก็ต่อเมื่อนำไปแลกสิ่งของต่างได้สิ่งของต่างๆที่คูปองนำไปแลกได้นั้นเรียกว่า ตังเสริมแรงสนับสนุนนั่นเอง
การเสริมแรงสามารถดำเนินได้ใน ๒ ลักษณะด้วยกันคือ
๑. การเสริมแรงทางบวก ( Positive Renforcement ) คือการเสริมแรงที่มีผล ทำให้พฤติกรรมที่ได้รับการเสริมแรงนั้นมีความถี่เพิ่มขึ้นคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจสับสนว่าการให้การเสริมแรงทางบวกและการให้รางวัล ( Reward ) มีความหมายเหมือนกัน แต่ทว่าความจริงแล้วทั้งสองอย่างนี้มีความหมายแตกต่างกัน การให้เสริมแรงทางบวกนั้น เป็นการทำให้พฤติกรรมมีความถี่เพิ่มมากขึ้นในขณะที่การให้รางวัลเป็นการต่อพฤติกรรมที่บุคคลทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามวาระและโอกาสที่สำคัญ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องทำให้พฤติกรรมนั้นมี่ความถี่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่า การให้คำพูดตำหนิ หรือการตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งก็อาจจะเป็นการเสริมแรงทางบวกได้ ถ้าการกระทำดังกล่าวส่งผลทำให้พฤติกรรมที่ได้รับการกระทำนั้นมีความถี่เพิ่มขึ้น ซึ่งแน่นอนคงจะไม่มีใครมทองว่าการใช้คำพูดตำหนิ หรือการตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นการให้รางวัลแก่บุคคลนั้น
๒. การเสริมแรงทางลบ ( Negative Reinforcement ) คือการให้ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวนั้น สามารถถอดถอนจากสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจ ( Aver sive Stimuli ) ออกไปได้ สิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจจะเป็นตัวเสริมแรงทางลบได้ต่อเมื่อพฤติกรรมที่แสดงออกเพื่อถอดถอนสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจนั้นเพิ่มขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ไม่พึงพอใจ ไม่พึงปรารถนา หรือสิ่งที่รบกวนบุคคลต่างๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นตัวเสริมแรงทางลบเสมอไป นอกเสียจากว่ามันจะทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกแล้วสามารถถอดถอนสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจได้นั้นมีความถี่เพิ่มขึ้น
การเสริมแรงทางลบ จะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมใน ๒ ลักษณะคือ พฤติกรรมการหลีกหนี ( Escape Behavior ) นั้นคือเมื่ออินทรีย์ต้องเผชิญกับสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจ ( AversiveEvent ) ก็สามารถที่จะแสดงพฤติกรรมอื่น เพื่อที่จะถอดถอนสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจนั้น พฤติกรรมอื่นที่แสดงออกนั้น เรียกว่า พฤติกรรมการหลีกหนี ถ้าพฤติกรรมอื่นที่แสดงออกนั้นเกิดบ่อยครั้งขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจไม่นั้นจะทำหน้าที่เป็นตัวเสิรมแรงทางลบทันที อย่างเช่นกรณีของหนูที่อยู่ในกรง แล้วถูกซ็อตด้วยไฟฟ้าก็จะทำหน้าที่เป็นตัวเสริมแรงทางลบทันที ลักษณะของพฤติกรรมการหลีกหนีถ้าจะดูจากชีวิตประจำวันของคนเราคงจะเห็นได้ชัด อย่างเช่นการที่คนเราเดินอยู่แล้วมีฝนตกคนเราก็จะกางร่มกันฝน ฝนตกก็จัดได้ว่าเป็นสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจ พฤติกรรมการกางร่มในขณะนั้นก็จะกลายเป็นพฤติกรรมการ หลีกหนีและถ้าเผชิญกับฝนตกบ่อยครั้งและทุกครั้งก็จะกางร่ม สภาพฝนตกก็จะกลายเป็นตัวเสริมแรงทางลบไป
นอกจากพฤติกรรมการหลีกหนีแล้วอีกพฤติกรรมหนึ่งได้แก่ พฤติกรรมการหลีกเลี่ยง เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการได้รับสัญญาณว่าเหตุการณ์ที่ไม่พึงพอใจจะเกิดขึ้นกับบุคคล จะสามารถหลีกเลี่ยงจากสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจนั้นได้ โดยการแสดงพฤติกรรมในลักษณะอื่นแทน เช่น
การที่ใกล้สอบ แล้วยังไม่ดูหนังสือ แต่มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์ บุคคลนี้อาจจะพบว่าสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจ ( การสอบไม่ผ่าน) อาจจะเกิด ถ้ายังไม่ดูหนังสือ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงจากสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจ ( การสอบไม่ผ่าน ) บุคคลก็จะแสดงพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงโดยใช้เวลาในการอ่านหนังสือแทนที่จะดูโทรทัศน์ ถ้าพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงเกิดด้วยความถี่ที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจนั้นก็จะกลายเป็นตัวเสริมแรงทางลบ

พฤติกรรม
การเสริม การลงโทษแรงทางบวก ทางลบ ทางบวก ทางลบ ความถี่ของพฤติกรรมเพิ่มขึ้น ความถี่ของพฤติกรรมลดลง เปรียบเทียบการเสริมแรงทางบวก , การเสริมแรงทางลบและการลงโทษชนิดผล ตัวอย่าง การเสริมแรง ทางบวก พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นสิ่งเร้าที่บุคคลนั้นต้องการ ผู้เรียนที่ทำการบ้านส่งตรงเวลาแล้วได้รับคำชม จะทำการบ้านส่งตรงเวลาสม่ำเสมอ
การเสริมแรง ทางลบ พฤติกรรมเพิ่มขึ้นเมื่อสิ่งเร้าที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาถูกทำให้ลดน้อยหรือหมดไป ผู้เรียนที่ทำรายงานส่งตามกำหนดเวลาจะไม่เกิดความวิตกอีกต่อไปดังนั้นในครั้งต่อไปเขาก็จะรีบทำรายงานให้เสร็จตามเวลา

การลงโทษ 1 พฤติกรรมลดลงเมื่อมีสิ่งเร้าโดยเฉพาะสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น เมื่อถูกเพื่อนๆ ว่า โง่ เพราะตั้งคำถามถาม ผู้สอน ผู้เรียนคนนั้นเลิกตั้งคำถามใน ชั้นเรียน
การลงโทษ 2 พฤติกรรมลดน้อยลง เมื่อนำสิ่งเร้าที่เขาพึงปรารถนาออกไป ผู้เรียนที่ถูกหักคะแนนเพราะตอบข้อสอบในลักษณะที่แตกต่างจากครูสอน ในครั้งต่อไปเขาจะไม่ตอบคำถามในลักษณะนั้นอีก
ตัวชี้แนะ (Cueing) คือการสร้างสิ่งเร้าให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเหมาะสมเพื่อทำให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ ภายในระยะเวลาที่ต้องการ ซึ่งบุคคลมักจะลืมอยู่บ่อยๆ เช่น ครูมักจะใช้วิธีการสั่งมากกว่าการชี้แนะ เป็นต้น
ตัวกระตุ้น (Prompting) คือการเพิ่มตัวชี้แนะเพื่อการกระตุ้นพฤติกรรม ซึ่งมักจะใช้ภายหลังจากการใช้ตัวชี้แนะแล้ว
ตารางการเสริมแรง ( Schedules of Reinforcement ) ในการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมนั้น สามารถจะการเสริมแรงตามจำนวนครั้ง ( Ratio ) ของการเกิดพฤติกรรม หรือให้ตามช่วงเวลา ( Interval ) ของการเกิดพฤติกรรมได้ นอกจากนี้ยังสามารถที่จะให้ทุกครั้งที่กระทำพฤติกรรม หรือให้เป็นครั้งคราวก็ได้ ซึ่งการให้การเสริมแรงแบบทุกครั้ง ( Continuos ) และการเสริมแรงแบบครั้งคราว ( Intermittent ) ย่อมมีผลที่แตกต่างกันต่อการคงอยู่ของพฤติกรรมและการต้านทานต่อการหยุดยั้ง ( Extinction ) ด้วย กล่าวคือถ้าพฤติกรรมใดที่ได้รับการเสริมแรงแบบทุกครั้งมักจะยุติลงอย่างรวดเร็วเมื่อการหยุดยยั้ง แต้ถ้าเป็นการเสริมแรงแบบครั้งคราว การหยุดยั้งจะส่งผลช้ามากต่อการยุติของพฤติกรรม
๑. การเสริมแรงแบบทุกครั้ง ( Continuous Reinforcement หรือ CRF ) เป็นการให้การเสริมแรงทุกครั้งที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมเป็าหมายได้ถูกต้อง การเสริมแรงในลักษณะนี้จะทำให้พฤติกรรมเป้าหมายที่ได้รับการเสริมแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับที่ค่อนข้างจะคงที่ แต่ไม่ค่อยสูงมากนักและจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีการให้การเสริมแรงหรือการหยุดยั้งขึ้น การเสริมแรงแบบทุกครั้งนี้ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของคนเรา โดยปกติแล้วคนเราก็จะมักได้รับการเสริมแรงในลักษณะของครั้งคราวมากกว่า อย่างไรก็ตามการเสริมแรงแบบทุกครั้งจะมีประโยชน์อย่างมากในการเสริมสร้างหรือพัฒนาพฤติกรรมาใหม่ขึ้น